วันอังคารที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2566

อธิบายเรื่อง Tree of Life แบบง่ายๆ (ตอนที่ 3.5)

เขียนเวิ้นเว้อถึง Tree of Life ไปหลายตอนถึงเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ามีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่ลืมเขียนถึงไป นั่นก็คือถึงแม้ว่าที่ผ่านมาจะได้มีการเขียนถึงพระเยซูคริสต์หรือพระยาห์เวห์อยู่โดยตลอด แต่แท้ที่จริงแล้วเรื่องของ Tree of Life นี้เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยกับศาสนาคริสต์(แท้ๆ)อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจกัน

การยกอ่างถึงพระเยซูคริสต์หรือพระยาห์เวห์มาอธิบายในเรื่องของ Tree of Life นี้ ความจริงเป็นเรื่องของการ “ยืม” มาอธิบาย เพื่อให้สามารถเข้าใจได้โดยง่ายก็เพียงเท่านั้น 

หรือถ้าจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ถ้าเราเอาเรื่องพวกนี้ไปคุยกับบาทหลวงหรือศิษยาภิบาลสักท่าน (รวมไปถึงพระรับบีในศาสนายูดาห์ของชาวยิวแท้ๆ) ถึงท่านจะไม่ได้ว่ากล่าวอะไรแต่เชื่อเถอะในใจนั้นคงคิดว่า ไอ้หมอนี่มันนอกรีตชะมัด เอาอะไรมาพูดกันเป็นตุเป็นตะ จับแพะชนแกะปนมั่วกันไปหมด 

Tree of Life นั้นเป็นปรัชญาโบราณของชาวยิว เชื่อกันว่าน่าจะมีมาก่อนการอุบัติขึ้นของศาสนาคริสต์ โดยสาระสำคัญ Tree of Life เป็นเรื่องของสภาวะธรรมทางจิต ซึ่งไม่ง่ายเลยที่จะทำความเข้าใจ การหาอะไรสักอย่างที่คนคุ้นเคยมาเป็นตัวเปรียบเทียบจึงเป็นวิธีการที่ดีในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ 

(ทำนองเดียวกับที่ชาวพุทธอธิบายเรื่องของจิตโดยอาศัยแผนภาพปฏิจจสมุปบาท หรือชาวศาสนาต้าว (เต๋า/เต้า) อธิบายพลวัตทางธรรมชาติด้วยแผนภูมิไท่จี๋)

ถ้าไม่นับคนยิวแท้ๆแล้ว คนกลุ่มแรกๆ ที่เริ่มสนใจศึกษาค้นคว้าและอธิบายเรื่องของ Tree of Life ก็ไม่พ้นฝรั่ง และเป็นธรรมดาของฝรั่งที่ย่อมคุ้นเคยกับศาสนาคริสต์มาเป็นอย่างดี อีกทั้งศาสนาคริสต์เองก็มีรากลึกเกี่ยวพันอยู่กับวัฒนธรรมยิวอยู่อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นการยกยืมเอาเรื่องราวในคริสต์ศาสนามาเป็นตัวอธิบายจึงเป็นเรื่องที่มีความเหมาะสมในตัวของมันเองตามธรรมชาติ 

ดังนั้นนั้นโดยสรุปแล้ว Tree of Life จึงไม่ใช่คำสอนของศาสนาคริสต์แน่ๆ และเรื่องราวของศาสนาคริสต์ที่ปรากฏอยู่ในคำอธิบายของ Tree of Life ก็เป็นไปในลักษณะของการยืมมาอธิบายดังที่ได้กล่าวไปแล้ว 

เรื่องนี้ความจริงรวมไปถึงภาคที่มีการเชื่อมโยงไปหาศาสตร์การพยากรณ์ต่างๆไม่ว่าจะไพ่ทาโร่หรือโหราศาสตร์ด้วย เป็นการเชื่อมโยงและอธิบายเพิ่มเติมกันเข้าไปในภายหลัง หาใช่สาระสำคัญอันเป็นเนื้อแท้ของเรื่องนี้ไม่ 

เมื่อเข้าใจเป็นพื้นฐานตรงกันดังนี้แล้ว … ก็ลุยต่อกันโลด


อธิบายเรื่อง Tree of Life แบบง่ายๆ (ตอนที่ 3)

ศาสนิกชาวคริสต์ไม่ได้นับถือพระเยซูในฐานะของศาสดาแต่เพียงอย่างเดียว หากได้ยังนับถือพระเยซูในฐานะของ “พระเจ้า” เสียเลยทีเดียวอีกด้วย เพราะแท้จริงแล้วทั้งพระเยซูและพระยาห์เวห์ คือหนึ่งเดียวกัน 

หากบอกว่าพระยาเวห์คือพระเจ้าบนสรวงสวรรค์แล้ว พระเยซูก็คือพระเจ้าซึ่งมาปรากฏกายบนโลกมนุษย์ 

สำหรับเรื่องนี้ถ้าเราไปเอาแนวคิดเรื่อง “อวตาร” ของศาสนาฮินดู (สนาตนธรรม) มาเปรียบเทียบอธิบายก็คงเข้าใจกันได้ไม่ยากนัก ต่างกันตรงที่อวตารของฮินดูนั้นแม้จะมีต้นกำเนิดมาจากพระผู้เป็นเจ้า แต่ก็ไม่ได้ถือว่าอวตารนั้นเป็นพระผู้เป็นเจ้าเองเสียทีเดียว

ดังเช่นตอนหนึ่งในเรื่องมหาภารตะ ที่พระพลราม (บัลราม) ตำหนิพระกฤษณะ (ที่ไปยุให้ภีมะเล่นนอกเกมโดยเอาคฑาไปตีสะโพกทุรโยธน์ในการประลองซึ่งถือว่าเสียเกียรติเป็นอย่างมาก) ​ว่า “เราขอตำหนิท่านในการกระทำที่น่าอัปยศอดสูนี้ เพราะถึงแม้นท่านจะเป็นองค์อวตารของพระวิษณุเจ้า แต่บัดนี้ท่านก็คือกฤษณะน้องของเรา”

ส่วนทางคริสเตียนนั้นยังคงถือว่าพระเยซูกับพระยาห์เวห์เป็นหนึ่งเดียวกันแยกออกจากกันมิได้ เช่นถ้าใครตำหนิพระเยซูนั่นก็หมายถึงว่าเขากำลังตำหนิพระยาห์เวห์โดยตรงกันเลยทีเดียว 

เรื่องนี้มีเกร็ดเล่ากันสนุกๆ ว่าครั้งหนึ่งในงานสังคายนาแห่งหนึ่งเคยมีนักบวชท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็นโต้แย้งในเรื่องนี้ โดยเสนอความเห็นว่าพระเยซูกับพระยาห์เวห์นั้นควรเป็นคนละสิ่งกัน แยกขาดออกจากกัน ทันใดนั้นเซนต์นิโคลัสหรือที่พวกเรารู้จักกันดีในนามของซานตาคลอสนั่นแหละ ถึงกับหัวร้อนลุกขึ้นมาตกปากคนพูดกันเลยทีเดียว เพราะถือว่าพูดกันอย่างนี้เป็นการลบหลู่มาก 

ดังนั้นพระเยซูจึงอยู่ในฐานะพระเจ้าผู้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสวรรค์และโลกมนุษย์ 

ถ้าเราพิจารณาที่เสาต้นกลาง (เสาแห่ง Mildness) เราจะพบกับสภาวะ Tiphareth (ความกลมกลืน ความเสียสละ) สถิตอยู่กลางเสา ที่ตำแหน่งนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำแหน่งของพระเจ้า คำว่าพระเจ้าในที่นี้ก็คือพระเยซูนั่นแหละ

สูงขึ้นไปจะเป็นสภาวะ Kether หรือมงกุฏแห่งกษัตริย์  ส่วนเบื้องล่างสุดปลายทางนั้นเป็นสภาวะ Malkuth หรือความมั่งคั่ง มั่นคง อาณาจักร โดยมี Yesod หรือ ยุ้งฉาง การเก็บสะสม ขั้นกลางเอาไว้อีกทีระหว่าง Malkuth กับ Tiphareth

หาก Tiphareth เปรียบดั่งพระเยซู สูงขึ้นไปคือ Kether ก็คือพระยาห์เวห์หรือสรวงสวรรค์ ส่วน Malkuth ด้านล่างก็คือโลกมนุษย์ Tiphareth จึงเป็นจุดที่มาบรรจบกันระหว่างสวรรค์และโลก

ในความเชื่อของชาวคริสต์ ทุกสรรพสิ่งย่อมเกิดขึ้นตามประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า Kether ซึ่งเป็นสภาวะแห่งการก่อกำเนิด จึงเป็นตัวแทนโดยตรงของพระพระยาห์เวห์ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นตัวแทนของพระประสงค์

เมื่อสรรพสิ่งเกิดขึ้นล้วนบริสุทธิ์ เฉกเช่นเดียวกับเด็กทารกที่ยังมิรู้จักดีชั่ว Kether จึงเป็นตัวแทนของการก่อกำเนิด ความบริสุทธิ์ไร้มลทิน เป็นสภาวะแห่งนามธรรมซึ่งมนุษย์กิเลสหนาอย่างพวกเราเข้าใจได้ยาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งนี้มีอยู่จริง และได้เกิดขึ้นมาแล้ว

Kether จึงเป็นสภาวะแรก เป็นจุดเริ่มต้นของทั้งหมด ก่อนที่จะค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปสู่สภาวะอื่นต่อไป จาก Kether จะกลายเป็น Chockmah (หยาง) หรือ Binah (หยิน) ก็ได้ หรือจะมุ่งตรงมายัง Tiphareth (ไทจี๋/สมดุลย์) เลยก็ได้

ตรงข้ามกับ Kether โดยสิ้นเชิงก็คือ Malkuth เพราะ Malkuth เป็นภาวะแห่งรูปธรรมโดยแท้ จับต้องได้ สัมผัสได้ รับรู้ได้ถึงการมีอยู่อย่างชัดเจน เป็นจุดสิ้นสุด เป็นความเต็มเปี่ยมที่ไม่สามารถเอาอะไรเติมเข้าไปได้อีกแล้ว 

ถ้า Kether คือเรื่องโลกุตตระ Malkuth ก็คงเป็นเรื่องทางโลกียะแท้ๆ 

สำหรับ Yesod นั้นอยู่ตรงกลางระหว่าง Tiphareth กับ Malkuth โดย Yesod เป็นสภาวะของการเก็บสะสม กักตุน เปรียบได้ดั่งยุ้งฉางหรือคลังมหาสมบัติ ถ้าจะพูดหรืออธิบายกันอย่างแรงๆ อาจจะบอกว่านี่คือสิ่งที่เรียกว่า “กิเลส” คงจะพอได้ (แม้จะไม่ถูกต้องนะแต่ก็น่าจะช่วยทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น)

หาก Tiphareth ร่วงหล่นลงมาแล้วมาพบเข้ากับ Yesod ก็จะเสียความเป็นสภาวะแห่งพระเจ้าไป โดยมุ่งหน้าตรงไปสู่ Malkuth โลกแห่งวัตถุ ถ้า Yesod เก็บสะสมได้มากพอท้ายที่สุดมันก็จะกลายเป็นความมั่งคั่งหรือ Malkuth นั่นเอง

แต่ถ้า Tiphareth เกิดเบื่อหน่ายทางโลก หนีจากข้างล่างกลับขึ้นไปข้างบนท้ายที่สุดก็ย่อมกลับคืนสู่ภาวะต้นกำเนิด หรือกลับคืนสู่สรวงสวรรค์อันเป็นที่สถิตของพระบิดานั่นเอง 


อธิบายเรื่อง Tree of Life แบบง่ายๆ (ตอนที่ 2)

บางทีชีวิตผมอาจจะมีบุญสัมพันธ์บางอย่างกับศาสนาคริสต์ก็ได้กระมัง ตอนเป็นเด็กก็โตมาในโรงพยาบาลมิชชันนารี เพราะร่างกายเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ  ตามประสามนุษย์เนปจูนอยู่เรือน 8 นอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียงก็อ่านไบเบิลแก้เซ็งวนๆไป ต่อมามีเมีย เมียก็เป็นคริสเตียนอีก

ที่จริงทุกวันนี้เวลามีคนถามผมว่าผมนับถือศาสนาอะไร บางทีก็อ้ำอึ้งตอบไม่ถูกเหมือนกัน เพราะรู้สึกว่าสำหรับเรื่องพวกนี้ตัวเองคงเป็นประเภทได้หมดถ้าสดชื่น แต่ถ้าให้อยู่ในกรอบในร่องในรอยอย่างเคร่งครัดกับอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะแล้วไม่ว่าศาสนาอะไรก็คงเป็นศาสนิกที่ดีไม่ได้ เพราะมักคิดอะไรนอกลู่นอกทางจากที่เขาสอนๆ เชื่อๆ กัน 

นี่ก็ตามประสามนุษย์ดาวพุธถึงพฤหัสและพลูโตอีก 

สมัยเด็กๆ เคยได้ยินที่ศาสนิกชาวคริสต์เขาสอนว่า “ถ้าเขาตบแก้มซ้ายท่าน ก็ให้ยื่นแก้มขวาให้เขาตบอีกสักที” อะไรทำนองอย่างนี้ สมัยเด็กๆฟังแล้วรู้สึกว่าอีหยังวะ มึงจะยอมให้มันตบทำไมเยอะแยะ โดนตบไปทีเดียวก็น่าจะแย่พอแล้ว 

แต่พออยู่ไปนานๆ เริ่มกร้านโลก พอรู้จักอะไรๆ ในโลกมากขึ้นจึงเข้าใจว่าคำสอนนี้ที่จริงเป็นเรื่องทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้ง

ถ้าเขาตบแก้มซ้ายเรา เราจะทำอย่างไร?

ทางเลือกแรกคือก็อาจจะเราโมโห ถึงโมโหมาก โมโหจนควันออกหู แล้วคิดว่ามึงตบกูได้กูก็จะตบมึงคืน เอาให้อ๊วกแตก จัดหนักเป็น 10 เท่า 100 เท่า เอาให้สาแก่ใจสาแก่ความแค้น 

ถ้ามารูปนี้สภาวะจิตของเราคือกำลังไหลอยู่ในฝั่งของเสาทางซ้าย เป็นเสาแห่ง Severity (ความรุนแรง) 

เป็นสภาวะจิตด้านที่แข็งแกร่ง ก้าวร้าว ดุดัน รุนแรง เต็มเปี่ยวไปด้วยอัตตา เป็นภาวะที่เป็นหยางแบบสุดๆ สว่างไสว ร้อนแรง สภาวะอย่างนี้อาจจะสรุปง่ายๆ ว่าเป็นภาวะที่แข็งกระด้างเกินไป มึงตบมากูก็ตบกลับ ตบกันไปตบกันมาสุดท้ายลงลากปืนมายิง แล้วก็คงตายกันไปข้าง 

แต่ถ้าโดนตบแล้วอาจจะรู้สึกหวาดกลัว ยอมแพ้ ยอบสิโรราบ สอนเสียเปรียบ ยอมเป็นผู้ให้แต่ฝ่ายเดียว เป็นผู้ยอมรับในโชคชะตาอย่างไม่มีเงื่อนไข ในกรณีนี้ก็อาจจะร้องไห้ฟูมฟาย หรืออาจจะวิ่งหนี หรือบางทีอาจจะยืนอยู่นิ่งๆ ให้เขาตบๆๆๆอีกจนหนำใจ 

แต่ก็เป็นการยอมให้ตบแบบผู้แพ้ ผู้หวาดกลัว ไร้สิ้นพละกำลังจนไม่กล้าหืออือหรือทำอะไรตอบโต้ (ก็เป็นคนล่ะเรื่องก็การยื่นแก้มขวาให้ตบแบบที่อยู่ในคำสอน)

ถ้ามาในรูปนี้ นี่ก็คือสภาวะจิตที่กำลังไหลอยู่ในฝั่งของเสาทางขวา เป็นแห่ง Mercy (ความเมตตา) เป็นสภาวะจิตด้านที่อ่อนโยน นุ่มนวล เป็นพลังฝ่ายหยิน ฟังดูดีก็จริงแต่ถ้ามากไปก็อาจจะเป็นความอ่อนแอขึ้นมาได้ 

สรุปว่าไปทางเสาซ้ายก็มากเกินไป ตึงเกินไปจนพร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าไปทางเสาขวามากเกินไปก็หย่อนเกิน หย่อนยานจนใช้การอะไรไม่ได้

ส่วนเสาตรงกลางที่เรียกว่าเสาแห่ง Mildness (ความอ่อนโยน) เป็นภาวะที่ผสมผสานกันระหว่าง Mercy และ Severity 

การผสมผสานนี้เกิดจากการนำเอาจุดเด่นหรือข้อดีของทั้งสองฝ่ายเข้ามารวมไว้ด้วยกัน (เอาจุดเด่นมาผสมกันเหมือนยูเรเนี่ยนผสมดาวนั่นแหละ ไม่ได้เอาข้อดีกับข้อด้อยเข้ามาหักล้างกัน) สภาวะของเสานี้ที่จริงแล้วจึงมีพลังอำนาจในตัวของมันเอง เพราะเอาพลังงานที่สร้างสรรค์ของจากสองขั้วเข้ามาไว้ด้วยกัน 

ถ้าฉันโดนตบแก้มซ้าย ฉันไม่โกรธเธอ แต่ฉันก็จะไม่วิ่งหนีหรือหวาดกลัวเธอด้วย ถ้าเธออยากตบฉันก็จงตบฉันให้พอใจ แล้วฉันจะสวมกอดเธอด้วยความรัก 

มาคิดๆ ดู อะไรแบบนี้ถ้าไม่แน่จริงก็ทำไม่ได้

เพราะเป็นธรรมดาของมนุษย์เราที่จะต้องตอบสนองด้วยสภาวะที่ไม่ขวาก็ซ้าย ไม่ได้เปรียบก็ต้องเสียเปรียบ แต่สภาวะตรงกลางนี้มันได้พ้นออกจากทั้ง 2 ขั้วนั้นไปไกลแล้ว 

การยืนหยัดอยู่สภาวะตรงกลาง ซึ่งเป็นสภาวะแห่งความสมดุล จึงเป็นสภาวะจิตในอุดมคติ เป็นภาวะสูงสุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งพึงจะมี (ถ้าสามารถไปถึงได้)

ตำแหน่ง Tiphareth ซึ่งเป็นสภาวะแห่งพระเจ้า (พระบุตร) จึงสถิตย์อยู่ที่ตรงกลางของเสาต้นนี้ สถิตย์อยู่ตรงกลางระหว่างสวรรค์ (Kether) และโลก (Malkuth) 

และหนทางที่จะไปถึงเสาต้นนี้ได้ เรามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความอ่อนโยน มีความรัก มีความเมตตา มีความเห็นอกเห็นใจ เป็นเครื่องชี้นำ มิอาจถึงได้ด้วยความเป็นบวกหรือลบอย่างสุดโต่ง

มิตรสหายท่านหนึ่งเคยกล่าวว่า สภาวะของเสาตรงกลางนี้ ถ้าเทียบทางพุทธเพราะให้เราชาวพุทธเข้าใจง่าย ที่จริงก็คือจิตแห่งพระโพธิสัตว์ เป็นจิตที่เปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ส่วนชาวคริสต์ท่านว่านี่คือจิตแห่งพระเจ้า ผู้ที่เข้าถึงสภาวะจิตนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ได้นั่งใกล้พระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริง 


อธิบายเรื่อง Tree of Life แบบง่ายๆ (ตอนที่ 1)

ผัง Tree of Life (ต้นไม้แห่งชีวิต) เป็นแนวคิดทางปรัชญาของชาวยิวสมัยโบราณ โดยแบ่งสภาวะทางจิตของคนออกเป็น 10 สภาวะ

แต่ละสภาวะเรียกว่า Sefirot (แปลว่า สิ่งที่ส่งผ่านออกมา หรือสิ่งที่เปิดเผยออกมา อุปมาเหมือนสิ่งที่พระเจ้าทรงเผยออกมาสู่มนุษย์) โดยจะแบ่งสภาวะทั้ง 10 นี้ออกเป็น 3 ส่วน เปรียบเสมือนเสา 3 ต้นที่ปักเรียงรายกันอยู่

เสาต้นแรกซ้ายสุดคือเสาแห่ง Severity (ความรุนแรง) ส่วนเสาต้นขวาสุดคือเสาแห่ง Mercy (ความเมตตา)

ความจริงทั้งเสา Severity และ Severity นั้นไม่ควรแปลหรือทำความเข้าใจอย่างตรงตัวเกินไป ความจริงทั้งสองเสานี้เป็นตัวแทนของขั้วบวก/ลบ เพศชาย/หญิง พลังสว่าง/มืด พลวัตรรุกหน้า/ถดถอย เป็นภาวะที่อยู่ตรงข้ามกันตามธรรมชาติ ใครที่เข้าใจเรื่องปรัชญา หยิน/หยาง มาบ้างก็คงเข้าใจสภาวะทั้งสองนี้ได้ไม่ยากนัก

ส่วนเสาตรงกลางนั้นคือเสาแห่ง Mildness (ความอ่อนโยน) เป็นสภาวะตรงกลางที่ผสมผสานกลมกลืนกันระหว่าง Severity (ความรุนแรง) และ Mercy (ความเมตตา)

ที่เสา Mindness จะมีอยู่ 4 สภาวะ (Sefirot ทั้ง4)

เสา Severity มีอยู่ 3 สภาวะ (Sefirot ทั้ง3)

เสา Mercy มีอยู่ 3 สภาวะ (Sefirot ทั้ง3)

รวมกันก็เป็น 10 สภาวะ (Sefirot ทั้ง10) พอดี

โดย 10 สภาวะ (Sefirot ทั้ง10) ประกอบไปด้วย

1. Kether มงกุฏแห่งกษัตริย์ ความสมบูรณ์ สภาวะนามธรรม การปราศจากซึ่งมลทิน การปฏิสนธิเกิดเป็นชีวิต เด็กทารกแรกเกิด (เสา Mildness)

2. Chockmah ภูมิปัญญา พลังแห่งการสร้างสรรค์ ความเป็นเพศชาย ความกะตือรือล้น จุดกำเนิดของรูปธรรม ความคิดเชิงเหตุผล (เสา Mercy) 

3. Binah ความเข้าใจ ความรัก ความเห็นอกเห็นใจ ความเป็นแม่ ความเป็นเพศหญิง ความรู้สึกเชิงอารมณ์ (เสา Severity) 

4. Chesed ความเมตตาปราณี การปกครอง ปกป้อง ดูแลรักษา การครอบงำ (เสา Mercy) 

5. Geburah ความแข็งแกร่ง อดทน เคร่งครัด ความเป็นนักรบ นักสู้ พลังแห่งการทำลาย (เสา Severity)

6. Tiphareth ความกลมกลืน ความเสียสละ ความงดงาม ตำแหน่งของพระเจ้า (พระบุตรผู้เสียสละไถ่บาปให้มวลมนุษย์) (เสา Mildness)

7. Netzach ชัยชนะ ความคิดสร้างสรรค์ เสน่ห์ พลังแห่งความสวยงาม (เสา Mercy)  

8. Hod ความรุ่งโรจน์ สติปัญญา ไหวพริบ เล่ห์เหลี่ยม การติดต่อสื่อสาร (เสา Severity)

9. Yesod ยุ้งฉาง คลัง การเก็บสะสม รากฐานสำหรับสิ่งต่างๆ ความทรงจำ สิ่งแวดล้อมใกล้ชิด (เสา Mildness)

10. Malkuth อณาจักร ดินแดน ความมั่นคง มั่งคั่ง สุดสายปลายทาง ความเป็นที่สุด สภาวะรูปธรรม การดับสูญ (เสา Mildness)


วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2566

ทำไมทายอดีตจึงแม่นกว่าทายอนาคต?

 "ผมเน้นย้ำอีกครั้ง คุณไม่สามารถเชื่อมโยงจุดต่างๆ ได้ เมื่อคุณมองไปข้างหน้า …คุณจะทำมันได้เมื่อคุณมองย้อนกลับไปเท่านั้น"

- สตีฟ จ๊อบส์ -

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

แนะแนวเรื่องการเรียนโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยน (ตอนที่ 5)

สมมุติว่าเราฝึกผสมความหมายจนคล่องดีแล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ไปเสียเงินสมัครเรียนที่ไหนเป็นจริงเป็นจังเสียที ค้าเติ่งเป็นท้าวตรีศังกุแบบนี้จะเอายังไงต่อดี?

ไหนก็มาถึงขั้นนี้แล้วเราก็จะลองฝึกอะไรบางอย่างต่อไปอีกนิดก็แล้วกัน

อะไรบางอย่างที่ว่านั้นก็คือการฝึกแปลที่ผสมกันนั้นให้เชื่อมโยงกับคำถาม

โหราศาสตร์นั้นแท้จริงเป็นเรื่องของการตอบคำถาม เราใช้วิชาโหราศาสตร์(รวมไปถึงวิชาพยากรณ์อื่นๆ)สำหรับหาคำตอบที่ต้องการ หากไม่คำถามเสียแล้วกระบวนการพยากรณ์ก็ไม่มีวันเกิดขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้น

คำถามที่เรามักได้ยินในแวดวงการพยารณ์ ก็ได้แก่คำถามยอดฮิตต่างๆ ที่บรรดาพ่อหมอแม่หมอทั้งหลายต้องพบเจออยู่เป็นกิจวัตร เช่นว่า

“ความรักเป็นอย่างไร” “การเงินจะดีขึ้นหรือไม่” “จะชนะคดีความหรือไม่” “เรียนต่อคณะไหนดี” “การงานปีนี้จะก้าวหน้ามั๊ย” “อาการป่วยที่มีจะเป็นอย่างไร” บลาๆๆๆ อ่อ ที่ขาดเสียไม่ได้คือ “แฟนหนูที่เพิ่งทะเลาะกันเขาจะกลับมาง้อหนูมั้ยคระ”

ทดลองเอาคำถามพวกนี้แหละเป็นตัวตั้ง แต่เอาดาวที่ผสมกัน(อาจจะสุ่มจับคู่กันขึ้นมา)เป็นตัวตอบคำถาม ก็คือพยามผสมความหมายของดาวให้มันไปกันได้คำถาม …เช่น 

ถามว่าเนื้อคู่จะเป็นอย่างไร แล้วได้ดาว พุธ+เสาร์ ก็อาจตอบว่า คู่ครองจะอายุน้อยกว่า(พ)แต่ดูแก่กว่า(ส) หรือเป็นคนปาก(พ)หนัก(ส)ไม่ค่อยพูด หรือเป็นนักเดินทางอยู่ไม่เป็นที่(พ+ส) 

หรือถามว่าการเงินจะเป็นอย่างไร แล้วได้ดาว ศุกร์+เซอุส ก็อาจตอบว่า เก็บเงินไม่อยู่แน่ๆเพราะมีแต่แผน(ซ)ใช้เงินแสวงหาความสุข(ศ) 

อะไรทำนองอย่างนี้ 

ในทางปฏิบัติจริงเราจะพบว่าบางคำถามกับบางคู่ดาวก็แปลง่าย แต่บางคู่ดาวก็แปลยาก บางทีก็ถึงขั้นแปลไม่ออกเสียทีเดียว ไม่รู้จะเชื่อมกันเข้าไปได้อย่างไรดี อาจต้องอาศัยพลังงานในการแถไถมากพอดูกว่าจะสามารถโยงดาวกลับมาที่คำถามได้ แต่ก็นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ทักษะในการดิ้นรนของคำแปลนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญมากๆ เวลาเราต้องไปเจอดวงจริง

และจะขอปิดตอนที่ 5 ด้วยคำแนะนำอย่างนี้ว่า 

หากสะดวกควรหากระดาษแข็งมาตัดเป็นแผ่นๆ ขนาดประมาณซักนามบัตรก็ได้ หนึ่งชุดมี 22 ใบ โดยให้เขียนสัญลักษณ์ดาวทั้ง 22 ลงไปในแต่ละใบ โดยเราต้องการแบบนี้ 3 ชุด สิริรวมแล้ว 66 ใบ (เลขสวยชะมัด)

ลองสับไพ่ 66 ใบนี้แล้วตั้งคำถามอะไรก็ได้ จากนั้นสุ่มหยิบขึ้นมา 2 ใบแล้วตอบคำถามนั้นดูด้วยการผสมคู่ดาวที่หยิบได้ (ถ้าได้ไพ่ซ้ำกันให้หยิบเพิ่ม 1 ใบโดยใบที่ได้ซ้ำนั้นให้รู้ไว้ในใจว่ามันมีน้ำหนักเป็นพิเศษ) 

นี่เป็นวิธีการฝึกที่ดีมาก บางทีหากฝึกจนชำนาญก็อาจเอาไปใช้พยากรณ์ได้จริงๆ ซึ่งหลายคนก็ทำอย่างนั้นแหละ

สมัยก่อนเคยมีนักเรียนท่านหนึ่งทำเป็นลูกเต๋า 22 หน้า ถามเสร็จก็ทอยแล้วแปลเลยแบบนี้ก็สะดวกดี สวบงามดูไฮโซ พกพาง่าย เข้าใจว่าพอของหมดเขาก็ไม่น่าจะทำเพิ่มแล้ว พอปล่อยได้หมดก็คงดีใจแทบแย่แล้ว 

วันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565

บัญชีศูนย์รังสี (ดาวทรานส์เนปจูน)

CU

CU/CU ครอบครัว การสมรส สมาคม การพบปะสังสรรค์ ศิลป การรวมกันเป็นหมู่คณะ บริษัท

CU/HA คนเข็ญใจ ชีวิตสมรสที่ยากจน หมู่คณะที่ต่ำต้อยหรือเลวทราม การเห็นแก่ตัว ลัทธิเฉพาะบุคคล สมาคมที่ยากจน บริษัทห้างร้านที่ฐานะง่อนแง่น สิ่งแวดล้อมอันน่าเศร้ารวมสิ่งสำรอง,เก็บไว้,สะสม การสะสมโบราณวัตถุ พิพิธภัณฑ์

CU/ZE การต่อตั้งบริษัทห้างร้าน การก่อตั้งสมาคม การตกลงใจสมรส การสร้างสรรค์ทางศิลปะ การประดิษฐ์ทางศิลปะ หน่วยทหาร

CU/KR หัวหน้าครอบครัว สมาคมชั้นสูง ศิลปะอันยิ่งใหญ่ สูตรพื้นฐานสำหรับศิลปินผู้ยิ่งใหญ่การทำงานขนาดใหญ่ การประชุมขั้นประมุข กองทะเบียนสมรส สหประชาชาติ

CU/AP การเพิ่มปริมาณขึ้น การขยายตัวของหมู่คณะหนึ่ง หมู่คณะทางศิลปะหรือทางวิทยาการ ที่แพร่หลายออกไป ชั้นของโรงเรียน ผลสำเร็จทางวิทยาการ

CU/AD ถูกละเลยหรือปฏิเสธที่จะร่วมหมู่คณะกับผู้อื่น การสลายตัวของหมู่คณะหนึ่ง ความโดดเดี่ยว สถานที่เปลี่ยว การออกไปอยู่โดดเดี่ยว ผู้ออกบวช การเป็นพระ,วัดวาอาราม

CU/VU ความสามารถและความสามารถพิเศษทางศิลปะอันใหญ่หลวง อำนาจและอิทธิพลเนื่องจากหรือในหมู่คณะหนึ่ง หมู่คณะ,พรรคที่มีอำนาจ องค์การใหญ่

CU/PO หมู่คณะหรือกลุ่มลัทธิทางปัญญา  ศาสนา  ปรัชญาชีวิต

..........................................................

HA

HA/HA ความเปล่าเปลี่ยว ความขาดแคลน ความสกปรก ความยากจน ความไม่ราบรื่น ขยะมูลฝอย ความเจ็บป่วยชนิดเรื้อรังหรืออยู่ในสภาพที่ไม่ปกติ เหตุการณ์ที่สร้างความระทมขมขื่น พ่อม่าย

HA/ZE การพักผ่อนและการพักฟื้น การหยุดงาน ความเกียจคร้านและความเลวทราม ความขี้เกียจ ขาดความทะเยอะทะยาน ถูกขัดขวางในการปฏิบัติงาน ถูกทำให้หยุดนิ่ง ถูกลงโทษไม่ให้ทำอะไรการติดขัด ความหยาบช้าแบบเจ้าเล่ห์ อุตสาหกรรม การขาดแคลนถ่านหิน การนัดหยุดงาน การเปิดโรงงาน

HA/KR ความหยาบช้าอันใหญ่หลวง ความยากจนหรือการขาดแคลนอย่างหนัก รัฐบาลที่ยากจน ตำรวจสันติบาล สูตรพื้นฐานสำหรับอาชญากรผู้ยิ่งใหญ่ ความแตกต่างอย่างมากมาย

HA/AP การขาดประสบการณ์ ความยากจนอย่างกว้างขวาง ความทุกข์ยากในหมู่ชน การค้าเศษขยะหรือของที่ทิ้งแล้ว ความรู้เกี่ยวกับอดีต ประวัติศาสตร์ ศาสตร์ลึกลับ ไสยศาสตร์

HA/AD ขี้เหนียว กระเหม็ดกระแหม่ ความเศร้าสลดอย่างหนัก มองโลกในแง่ร้าย ความหนาวเย็น ความชิงชัง การขาดความน่าเชื่อถือและความมั่นคง การละเลย อยู่อย่างเดิม แคระแกร็น การสึกหรอ วัตถุที่ใช้แล้ว การขาดแคลนวัตถุดิบ วัตถุดิบจากวัตถุเก่าสมัยโบราณก่อนประวัติศาสตร์

HA/VU ความโหดร้าย ความน่าเกลียด ความเลวทราม อันตรายที่ใหญ่หลวง การกระทำเสื่อมเสีย อำนาจป่าเถื่อน อาชญากรรมที่โหดร้าย ฆาตกรรม ความเป็นบ่าวทาส อำนาจและกำลังปีศาจ

HA/PO การตัดขาดหรือแยกออกไป ความยากจน การขาดแคลนหรือความไม่สมประกอบในทางปัญญาวิญญาณหรือปัญญาในอดีตหรือโบราณกาล

..........................................................

ZE

ZE/ZE การอำนวยการ การประดิษฐ์ขึ้นมา การทำการ การกระทำตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ กิจกรรมที่มีแผนไว้โดยสมบูรณ์ เป้าหมายระยะยาว อยากเป็นนายหรืออยากเจรจาอย่างนาย ไฟที่ได้รับการควบคุม กำลังงานที่ได้รับการควบคุมบังคับ เครื่องจักรกล ผลผลิต

ZE/KR การสร้างสรรค์ที่ใหญ่โตและเข้มแข็ง การอำนวยการที่เข้มแข็ง ฝ่าฟันไปอย่างเด็ดเดี่ยว มหาเพลิง การเตรียมสงคราม การดำเนินสงคราม สูตรพื้นฐานสำหรับบุคคลที่เป็นผู้บัญชาการทหารที่ยิ่งใหญ่

ZE/AP ค้นคว้า ทดลอง ลอง เรียน ศึกษา วิทยาศาสตร์ ศิลปะสร้างสรรค์ วิทยาการสร้างสรรค์หรือสมัยใหม่

ZE/AD การเกิดเริ่มแรกหรือครั้งแรก การเริ่มต้นเป็นสิ่งยากลำบาก ก่อเป็นรูป ตกแต่ง ขัดเกลา สร้างวัตถุดิบให้เป็นรูปร่างขึ้นมา เรื่องน่าสลด หินละลายจากภูเขาไฟ สิ่งที่ลุกเป็นไฟ สิ่งที่อยู่ใต้ฟื้นโลก

ZE/VU การประดิษฐ์อันมหึมา กำลังเครื่องจักรหรือกำลังอันยิ่งใหญ่ที่ควบคุมได้ กำลังแรงม้ากำลังแห่งธรรมชาติ แรงบังคับที่เกิดจากสภาวะภายนอก อำนาจของสัมพันธภาพของสิ่งแวดล้อม สงครามใหญ่

ZE/PO ปัญญาสร้างสรรค์ จิตใจ ความเชื่อมั่น เครื่องพิสูจน์ ประกาศนียบัตร การอำนวยการทางปัญญา แรงบังคับทางปัญญา

..........................................................

KR

KR/KR อิสรภาพ สิทธิอำนาจ รัฐ กษัตริย์ เจ้านาย ผู้ใหญ่ หัวหน้าครอบครัว ผู้ซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใด ความมีอิสรภาพเฉพาะบุคคล บุคคลอื่นที่เหนือกว่า สิ่งที่ทำให้บุคคลเป็นใหญ่

KR/AP สูตรพื้นฐานสำหรับผู้มีความรู้หรือผู้มีความสามารถอันยิ่งใหญ่ นักวิชาการชั้นนำความยิ่งใหญ่ทางวิทยาการที่มีเครื่องแสดงมากมาย การแผ่ขยายขนานใหญ่ ความสูงและความกว้าง

KR/AD ความเป็นอยู่พิเศษ สูตรพื้นฐานสำหรับบุคคลพิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ความแตกต่าง การโค่นล้มของผู้สำเร็จราชการหรือของรัฐบาล ความแตกต่างในทางความสูง ภูเขา เทือกเขา

KR/VU ผู้มีสิทธิอำนาจอันใหญ่หลวง ผู้ตัดสินชี้ขาดในการต่อสู้ สมบูรณาญาสิทธิราช สูตรพื้นฐานสำหรับรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ การเมือง อำนาจแห่งรัฐ มหาอำนาจ

KR/PO สูตรพื้นฐานสำหรับบุคคลผู้ใกล้ชิดกับพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ การรู้แจ้ง นักปราชญ์ ความสูงส่งทางปัญญาและความยิ่งใหญ่ทางปัญญา วัฒนธรรม

..........................................................

AP

AP/AP ชื่อเสียง ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ การแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง วิทยาการ ประสบการณ์ ความไกลและความกว้าง สันติสุข การค้า การซื้อขายแลกเปลี่ยน

AP/AD มีความรู้สึกพอใจ ความพอใจ ความอิ่มตัว

AP/VU ความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงที่สุด ความเจริญรุ่งเรืองอย่างใหญ่หลวง ความสมบูรณ์พูนสุขการขยายตัวอย่างเต็มที่

AP/PO การมีจิตและปัญญาเหมือนกัน ผู้มีจิตใจตรงกัน ผู้ร่วมชะตากรรม ผู้ร่วมทุกข์ ความเป็นสหาย ความคิดเห็น การแผ่ขยายของแนวความคิด วิทยาการทางปัญญา

..........................................................

AD

AD/AD ความจำกัดอันใหญ่หลวง การพลัดพราก ความตาย ความสงบนิ่ง ความหนาแน่น ธาตุแท้ วัตถุดิบ ต้นตอ อาการหมุน วงจร เข้ามาสู่ตำแหน่งนั้น ความลึกซึ้ง

AD/VU ชะตากรรมรังแก เคราะห์กรรมประดังเข้ามา ถูกทำให้ต้องเข้มแข็ง อุปสรรคอย่างใหญ่หลวง  ความกดดัน การทำให้เป็นแท่งหรือก้อน

AD/PO การอบรม การศึกษา ความลึกซึ้งทางปัญญา ผงธุลี การแผ่รังสี

..........................................................

VU

VU/VU พลังอันมหาศาล อำนาจ กำลังงาน กำลังอำนาจอันสูงสุด

VU/PO สภาวะทางปัญญา ความสำนึกในเกียรติ ความมั่นใจในตนเอง ความภาคภูมิใจ ยศศักดิ์อิทธิพลทางปัญญา อำนาจทางปัญญา อำนาจและพลังทางปัญญา

..........................................................

PO

PO/PO การรู้แจ้ง แนวความคิด วิญญาณ ผู้มีความสว่างไสว การตรัสรู้