วันอังคารที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2565

ดาวพลูโตในทัศนคติโหราศาสตร์

ยูเรเนี่ยนกำหนดความหมายของ “ดาวพลูโต” (PL) เอาไว้ง่ายๆ ว่า “พัฒนาการ” หรือ “ความเปลี่ยนแปลง”

ชีวิตคนเรามีอะไรไม่เปลี่ยนแปลงบ้าง? ว่าแล้วก็เลยรู้สึกว่าดาวนี้ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ บางทีก็ข้ามๆ ไป ขี้เกียจดู เพราะไม่ค่อยมีอะไรจะน่าสนใจนัก

ความจริงแล้วพลูโตเป็นชื่อเทพเจ้าแห่งปรโลก เป็นเจ้าแห่งนรก เป็นราชาของคนตาย (องค์เดียวกับ ฮาเดส นั่นแหละ แต่เรียกคนละภาษากัน) ดังนั้นโหราศาสตร์โดยทั่วไปจึงมักมองพลูโตไปในทางร้ายมากกว่าดี และก็ยังถือว่าเป็นดาวที่มีความหมายร้ายมากที่สุดดวงหนึ่งด้วยเพราะมันมีความหมายโดยตรงว่า “ความตาย”

ขึ้นชื่อว่าความตายจะไม่สำคัญได้หรือ?

ยูเรเนี่ยนมองพลูโตว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากสภาวะหนึ่งไปสู่อีกสภาวะหนึ่ง เป็นจากรูปหนึ่งไปอีกรูปหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเลย จะกลับมาเป็นอย่างเดิมไม่ได้อีกแล้ว อุปมาเหมือนบ้านที่ถูกทุบทิ้งแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ แต่สร้างแล้วจะดีกว่าเดิมหรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

พลูโตจึงเป็นตัวแทนของความตายตรงๆ เมื่อตายแล้วก็เกิดใหม่ กลายเป็นสิ่งใหม่ คนใหม่ ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

โหราศาสตร์สากลบางสำนักมองพลูโตเป็นความตั้งใจอันแรงกล้า (Will Power) พลังใจอันใหญ่หลวง เป็นพลังแห่งการสร้างสรรค์ใหม่ที่เกิดขึ้นโดยเจตนา 

อาจารย์พลูหลวงท่านเลยจับเอาพลูโตไปเป็นเกษตรในราศีเมษซึ่งเป็นราศีแรกของจักรราศี (ราศีแห่งการถือกำเนิด) แทนดาวอังคารของเดิม เพราะท่านมองว่าพลูโตเป็นดาวแห่งอีโก้ ความเป็นตัวกูของกู ก็กูอยากได้กูก็จะลงมือทำ(มึงจะทำไมกูล่ะ?) รวมไปถึงความหลงไหลแบบหมกมุ่นไม่สนใจอย่างอื่นไม่เป็นอันทำอย่างอื่น

คนเราจะสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ขึ้นมาซักอย่างได้มันจำเป็นต้องมีอารมณ์อย่างนี้ เพราะถ้าอ่อนไหวไปตามคำวิจารณ์ของคนอื่นก็อย่าหวังเลยว่าอะไรจะสำเร็จขึ้นมาได้ บรรดานักคิดนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลกต่างก็ถูกถากถางจากขี้ปากชาวบ้านมานักต่อนักแล้วตอนผลงานยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะความดันทุรังไม่สนขี้ปากชาวบ้านนี่แหละจึงสำเร็จขึ้นมาได้ (และก็พังมานักต่อนักแล้วด้วย)

เพราะความตั้งใจ มีความปราถนาที่จะทำอะไรอย่างแรงกล้านี้เอง ในที่สุดมันก็จะพัฒนาเป็นความเผด็จการ ไม่แคร์คนอื่น อาจารย์พลูหลวงท่านจึงเรียกดาวพลูโตนี้ว่าดาวคอมมินิสต์ ซึ่งถ้าว่ากันให้ถูกต้องจริงๆ ต้องบอกว่าเป็นดาวฟาสซิสต์ 

การปฏิวัติ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง การรัฐประหาร การยึดอำนาจ ความรุนแรงทางการเมืองต่างๆ จึงถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับพลูโต

เนื่องจากพลูโตเป็นตัวแทนของการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการ ดังนั้นจึงมักมองว่าเป็นดาวให้คุณของอาชีพข้าราชการ หรืออะไรก็ตามที่จะต้องมีการเลื่อนยศเรื่องตำแหน่งกันอยู่เป็นประจำ หากพลูโตในดวงชะตานั้นๆ มีโครงสร้างที่ดี

AS/PL (ลัคนา/พลูโต) ก็คือเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม ย้ายบ้าน AR/PL (เมษ/พลูโต) คือย้ายประเทศ ย้ายภูมิลำเนา JU/PL (พฤหัส/พูลโต) คือเจริญขึ้น ส่วน SA/PL (เสาร์/พลูโต) คือเจริญช้าๆ ค่อยๆโต ถ้า VE/PL (ศุกร์/พลูโต) คือเปลี่ยนความรักอันนี้ท่าจะไม่ค่อยดี UR/PL (มฤตยู/พูลโต) คือเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันไม่ทันตั้งตัว ส่วน KR/PL (โครโนส/พลูโต) คือเลื่อนยศเลื่อนขั้นตำแหน่ง หรือถ้าเกิด PO/PL (โพไซดอน/พลูโต) ขึ้นมาก็อาจจะถึงแก่ตรัสรู้ เกิดแจ้งทางปัญญาขึ้นมากันเลยทีเดียว

พลูโตเป็นดาวของการแปรรูปจากอย่างหนึ่งไปสู่อีกอย่างหนึ่ง ในบางบริบทพลูโตจึงหมายถึงอาหาร เพราะอาหารนั้นคือการแปรรูป จากหมูเป็นตัวๆก็กลายเป็นหมูย่างบ้างหมูพะโล้บ้างหมูกรอบบ้าง ต้องแปรสภาพมันก่อนถึงจะกินเข้าไปได้ 

ความจริงอาหารนั้นก็เกี่ยวข้องกับความตายโดยตรงอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะพืชหรือสัตว์ล้วนต้องตายทั้งสิ้นเมื่อถูกนำมาทำเป็นอาหาร

ดวงเจ้าสัวและนักธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารหลายคนมีพลูโตในดวงชะตาเด่น ในยูเรเนี่ยนกำหนดให้ SU/PL (อาทิตย์/พลูโต) เป็นตัวแทนของอาหารโดยตรง เพราะ SU/PL ก็คือการสังขารที่แปรรูปไปแล้ว แถมกินเข้าไปแล้วก็เกิดเป็นพัฒนาทางร่างกาย ก็ล้วนแล้วแต่เป็นคุณสมบัติของอาหารในเชิงอุปมาทั้งสิ้น

โหราศาสตร์สากลบางสำนักมองพลูโตว่าเป็นดาวทรัพย์ แต่เป็นทรัพย์ที่ได้จากความสูญเสียของคนอื่น เช่นเงินมรดก หรือเงินประกัน นอกจากนี้ยังอาจมองพลูโตว่าเป็นเงินภาษี เพราะโดยหลักการแล้วเราจ่ายภาษีก็เพื่อได้อะไรบางอย่างคืนมาจากรัฐ แปลจากเงินของเราไปเป็นไฟฟ้า ปะปา รวมไปถึงเรือดำน้ำที่ไม่รู้จะเอาไปดำตรงไหน ได้มาแล้วจะดีใจหรือกร่นด่ากันขนาดไหนก็คงเป็นอีกเรื่อง 

บางคนว่าคนทวงภาษีกับยมทูตจากยมโลกมันก็ไม่ต่างกันนักหรอกสูเจ้า

เนื่องจากพลูโตเป็นชื่อเทพแห่งยมโลก คนสมัยโบราณมักคิดว่าสวรรค์อยู่บนฟ้า ส่วนปรโลกอยู่ใต้ดิน (เพราะคนเราตายแล้วตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ก็มักต้องเอาไปฝัง ที่มาเผากันนั้นก็ในยุคหลังมาแล้ว) ดังนั้นพลูโตจึงยังหมายถึงการหลบซ่อน โลกที่แสงส่องเข้าไปไม่ถึง วงการที่มีความลึกลับ บรรดาวงการมาเฟียต่างๆ พวกบ่อน ซ่อง ไนท์คลับ ธุรกิจกลางคืน พวกนี้จึงเกี่ยวข้องกับพลูโตทั้งสิ้น

และเนื่องจากพลูโตเป็นชื่อเทพแห่งยมโลกอีกเช่นกัน บางสำนักจึงมองพลูโตว่าเกี่ยวข้องกับภูติผี วิญญาณ อีกด้วย


:)


ภาพประกอบ : เทพเจ้าพลูโต(พระยม)ฉุดเทพธิดาเฟอร์ซิโฟเน่(ฤดูใบไม้ผลิ) โดย Lorenzo Bernini

วันศุกร์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2565

เพื่อน

จากข่าวดาราสาวตกน้ำเสียชีวิตที่กำลังเป็นข่าวดังอยู่ในขณะนี้ มันก็ทำให้คิดจริงๆ ว่า เอ่อ… เรื่องเพื่อนนี่มันก็สำคัญต่อชีวิตของเราจริงๆ นะ เพื่อนดีก็ช่วยเหลือเพื่อนเ_ี้ยก็เรียบร้อย ยามยากลำบากไม่ช่วยไม่ว่ายังพาลก่อปัญหามาซ้ำเติมกันอีก

เพื่อนกินท่านจึงวางไว้เรือน 3 เพราะคนพวกนี้มักวนเวียนใกล้ตัว เป็นของหาง่าย ส่วนเพื่อนแท้ท่านโยนไว้เรือน 11 ใครมีเหมือนมีโชคลาภ แต่หายากราวถูกหวย

ว่าแล้วก็อดใจหันกลับไปอ่านดวงตัวเองไม่ได้ 

ใครที่รู้จักผมเป็นการส่วนตัวจะทราบว่าผมเป็นคนเก็บตัว มีความเป็นลักษณ์ 5 หรือเป็นพวกอินโทรเวิร์ดจัดๆ ไม่ชอบเข้าสังคม ลักษณะอย่างนี้จึงทำให้มีเพื่อนน้อย แต่ข้อดีก็คือทุกวันนี้เพื่อนที่มีก็เป็นเพื่อนดี เพราะเพื่อนที่มันไม่ดีเราเตะทิ้งออกจากชีวิตไปหมดแล้วด้วยความรวดเร็ว

นั่งมองดวงตัวเองในดวงนิรายนะ พบว่าดวงตัวเองนี้มีเกตุไทยอยู่ในเรือน 3 ตรงราศีเมถุน สงสัยเกตุตัวนี้จะไล่เพื่อนไปหมดเสียกระมัง ความจริงเกตุนี้ตำราสำนักเกษตรเรือนเดี่ยวของ อ.พลูหลวงท่านถือเป็นเกษตรในราศีเมถุนร่วมกับราหู จึงเป็นเกตุที่แข็งแรงเข้มแข็ง 

สำหรับราหูนั้นไปสถิตร่วมมฤตยูในเรือน 7 ปัตตนิ 

เรือน 7 นี้ถ้าไม่แปลว่าคู่ครองหรือคู่หุ้นส่วนก็แปลว่าศัตรูเปิดเผย ซึ่งก็เห็นจริงเพราะถ้าเกลียดขี้หน้ากันแล้วจะเกลียดออกนอกหน้านอกตามาก ผ่านไปสิบปีก็ยังมีเรื่องให้กร่นด่ากันอยู่

ส่วนราศีกุมภ์ที่เป็นเรือน 11 ลาภะ มิตรแท้ เพื่อนร่วมอุดมการณ์นั้นมีอังคารสถิต แปลอย่างคนรู้เงื่อนไขตัวเองก็คือมิตรสหายสายบู๊ทั้งหลาย มีแต่ผู้ชายล้วนๆ ตามอำนาจของอังคาร ส่วนเจ้าเรือน 11 นี้คือมฤตยูก็ไปตรงเรือน 7 นั่นแหละ สรุปว่าเวลาเกลียดนี่เกลียดจริงๆ ไม่ต้องปิดบังอะไรกันอีก

อ่านอย่างทั่วๆ ไปเจ้าเรือน 11 อยู่เรือน 7 ก็คือมีคู่ครองเป็นลาภะนั่นเอง ไม่ต้องคิดอะไรให้ยุ่งยาก

กระโดดไปที่ดวงยูเรเนี่ยน ถ้าเราไม่อ่านเรือนชะตาโดยจะใช้กันแต่พระเคราะห์สนธิ ดาวที่มีความหมายว่าเพื่อนก็คือดาวพุธ เพราะพุธคือการสื่อสารซึ่งจะต้องเกิดขึ้นกับคนรอบๆ ตัวอยู่เสมอ นั่นดูดวงตัวเองก็แน่นอนว่ามี ME=JU=PL เป็นจุดขายอยู่แล้ว

ถ้าเราแปลความ ME ว่าหมายถึงเพื่อน ก็คือมีเพื่อนดีให้คุณประโยชน์ตามพลังของ JU แต่ในขณะเดียวกันก็ทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ได้ง่ายๆ ตามประสา PL จอมเผด็จการด้วย และถ้ามองลงไปถึงมุมเล็กก็จะเจอกับ AD ซึ่งฟ้องว่าเพื่อนน้อย หรือการแตกหักกันในหมู่เพื่อน

หรือถ้าข้ามไปนั่งดูดวงจีน(ปาจื่อ) จะพบว่าแถวเพื่อนมันถูกเทวดา(ลัคนา)ลบทิ้งไปทั้งแถว ก็คอนเฟิมว่าเป็นคนเพื่อนน้อยจริงๆ นั่นแหละ 

สังเกตุว่าใช้แค่คำว่าเพื่อนน้อยแต่ไม่ใช้คำว่าไร้เพื่อนเสียทีเดียวเพราะธรรมดาชีวิตคนซึ่งเป็นสัตว์สังคมมันก็ต้องมีเพื่อนมีฝูงอยู่บ้าง แต่จะมากน้อยให้คุณให้โทษประการใดก็อีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องดวงจีนนี้ไม่อยากวิจารย์มากเพราะตัวเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเหมือนกัน เรียนมานานทิ้งไปนาน ท่าทางจะลงหม้อลงไหไปหมดแล้วกระมัง

เวลาเราอ่านหนังสือโหราศาสตร์เล่นไหนก็ตาม โดยมากท่านมักแนะนำว่าดวงครูที่ดีที่สุดก็คือดวงของเราเอง เพราะจริงเท็จดีชั่วต่างๆ เราย่อมรู้อยู่แก่ใจดี (แต่จะยอมรับหรือไม่นั่นอีกเรื่อง) ดังนั้นบรรดาหลักเกณฑ์อะไรก็ตามที่สงสัย ความจริงสามารถพิสูจน์ได้โดยเบื้องต้นจากการย้อนกลับไปอ่านที่ดวงชะตาของเราเอง

และข้อดีประการสำคัญของการอ่านดวงตัวเองก็คือ มันเป็นการทบทวนการทำความรู้จักของตัวเอง ดีตรงไหนเสียตรงไหนขอบเขตอยู่ตรงไหน 

การเข้าใจตัวเองนั้นเป็นเรื่องสำคัญมาก ถึงไม่พูดเรื่องโหรแต่พูดเรื่องจิตวิทยา การทำความรู้จักกับตัวเองก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอันดับต้นๆ อยู่ดี

การอ่านดวงราศีจักร

การอ่านดวงราศีจักร มีหลักการเบื้อต้นที่สำคัญคือ

1. อยากรู้เรื่องใดให้อ่านเรือนนั้น เช่นอยากรู้เรื่องงานอ่านกัมมะ อยากรู้เรื่องรายรับรายจ่ายอ่านกดุมพะ หรืออยากรู้เรื่องคู่ครองก็อ่านเรือนปัตตนิ เช่นนี้เป็นต้น 

2. ให้ดูว่าในเรือนนั้นๆ มีดาวอะไรสถิต ถ้าไม่มีก็แล้วไป ถ้ามีก็เอาความหมายของดาวนั้นไปผสมรวมกับความหมายของเรือนที่สถิตได้ เช่นเสาร์สถิตเรือนปัตตนิ ก็ทางว่าได้คู่ครองแก่กว่า ได้คู่ครองเมื่อแก่ หรือพลัดพรากจากคู่ครองอะไรก็ว่ากันไป แล้วแต่จะไปจับเอาประเด็นไหนมาผสมกัน 

3. อาจจะดูต่อไปอีกว่าดาวที่มาสถิตนั้นได้คุณสมบัติหรือมีคุณภาพอย่างไรในตำแหน่งนั้น (เป็นเกษตร อุจ ปรเกษตร หรือ นิจ) ก็เอาความหมายของคุณสมบัติผสมร่วมเข้าไป เช่นเกษตรตือแข็งแรงมั่นคง ปรเกษตรคืออ่อนแอไม่มั่นคง เช่นนี้เป็นต้น

4. หากมีดาวสถิตในเรือนมากกว่า 1 ดวงก็สามารถเอาความหมายของดาวเหล่านั้นมาสนธิความหมายกันได้แล้วค่อยเอาไปผสมกับความหมายของเรือนสถิตอีกที เช่นราหูเสาร์ในเรือนพันธุ ก็อาจจะผสมเป็น ความสัมพันธ์(ราหู)ด้วยความทุกข์(เสาร์)ภายในครอบครัว(พันธุ) อะไรทองนี้

5. บางสำนักอาจพิจารณาต่อไปอีกว่าดาวในเรือนเหล่านั้นเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกัน เป็นคู่ธาตุหรือศัตรูธาตุกันหรือไม่ ถ้าดาวดีต่อกันก็ยิ่งทำเรือนนั้นดีมีโชค แต่ถ้าดาวมาตีกันในเรือนก็จะทำให้เรือนนั้นมีทุกข์มีแต่เรื่องเดือดร้อน

6. เรื่องดาวมิตรหรือเป็นศัตรู ดาวคู่ธาตุหรือศัตรูธาตุนี้ ยังอาจถูกใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาว่าการผสมความหมายระหว่างดาวนั้นดาวควรแปลความหมายไปในทางดีหรือร้ายอีกด้วย

7. ต่อไปคือดูว่าเจ้าเรือนนั้นๆ ไปอยู่ที่เรือนไหน เราสามารถเอาความหมายของเรือนทั้ง 2 มาผสมกันเป็นคำพยากรณ์ได้ เช่นเจ้าเรือนปัตตนิไปอยู่เรือนลาภะ ก็เอา ปัตตนิ+ลาภะ จะทายว่าไม่ลาภผลจากคู่ครองก็ได้ หรือจะทายไว้ได้คู่ครองง่ายก็ได้ แล้วแต่บริบทของการตีความหมาย วิธีการนี้ดีมากๆ สำหรับแก้ปัญหาในเรือนชะตาไม่มีดาวสถิต

8. อาจจะพิจารณาต่อไปอีกว่า เจ้าเรือนนั้นๆ เมื่อไปสถิตที่เรือนอื่นแล้ว ไปสถิตร่วมดาวอะไร เราสามารถเอาความหมายของดาวเหล่านั้นผสมเข้าไปกับความหมายของเรือน(ผ่านดาวเจ้าเรือน)ได้ เช่นดาวอังคารเจ้าเรือนกัมมะไปสถิตภพวินาศน์ร่วมราหู เราเอาก็ (กัมมะ+วินาศน์)+ราหู ได้อีก (อาจจะเอาเรื่องดาวมิตรหรือเป็นศัตรู ดาวคู่ธาตุหรือศัตรูธาตุเข้ามาพิจารณาร่วมด้วย)

เรื่องของดาวเจ้าเรือนนี้ยังสามารถเติมรายละเอียดเข้าไปได้อีก โดยพิจารนาจากดาวอื่นๆ ที่มาทำมุมสัมพันธ์ถึง (กุม เล็ง ฉาก โยค ตรีโกณ ปลายหอก ก้ามปู) แต่เรื่องนี้จะขอละไว้เพราะรายละเอียดเยอะ จะทำบทความนี้จะบานปลายไปกันใหญ่โตไม่จบกันง่ายๆ

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ดวงมรณะกรรม

ดวงมรณะกรรมนั้นโดยมากจะวนๆอยู่แถว MA กับ SA อาจจะมีดาวอื่นๆ เข้ามาร่วมบ้างเช่น UR, NE, HA, AD หรือ PO ก็แล้วแต่กรณีไป โดยอาจจะปรากฏอยู่ในจรโค้งหรือจรปัจจุบันก็อีกเรื่องหนึ่ง

ดวงชะตานี้ได้มาจากหนังสือโหราศาสตร์ศึกษาด้วยตนเอง ของอาจารย์ คุณหญิงชิต โทชากร ท่านว่าเจ้าชะตาเกิด 26/04/2436 10.20 โดยเสียชีวิตเมื่อ 27/12/2488 01.30 ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตนั้นไม่ได้แจ้งไว้ 

โปรแกรมคำนวณว่า เจ้าชะตาเสียชีวิตเมื่ออายุ 52 ปี 8 เดือน 1 วัน ค่าโค้งอายุคือ 50 องศา 38 ลิปดา 48 ฟิลิปดา

ในช่วงเวลาที่เสียชีวิตนั้น แกน SA โค้งกำลังทำุมถึง AS, SU นอกจากนี้ยังมี NO ในมุมอ่อน แค่แกนนี้แกนเดียวถึงจุดเจ้าชะตาไปแล้วครึ่งนึง ส่วนแกน NE โค้งนั้นถึง SA หรือถ้าไปดูกันที่แกน HA จะพบว่าถึงแกนเมษและ VU ในมุมอ่อน

PO นั้นมักเข้ามาเกี่ยวในเรื่องมรณะกรรมของผู้คน ก็ปรากฏว่าแกน PO โค้งนั้นถึง MC, MA, AD นอกจากนี้ยังมี HA ในมุมอ่อน

เราไปดูแกนที่เป็นศูนย์รังสีกันบ้าง จะพบว่า MA/SA (แปลว่ามรณะ)ในดวงโค้งถึง MO และ PO พอดี นอกจากนี้ยังถึง MA ในมุมอ่อน ส่วน MA/SA ในดวงจรปัจจุบันก็ถึง MO และ PO เช่นกัน เรียกว่าเป็น MA/SA ยกกำลังสองมาเลยก็ว่าได้

หรือถ้าจะลองตั้งแกนที่ MA+SA-NO ซึ่งเป็นมรณะสูตรที่ใช้บ่อยๆ ก็จะพบว่าถึง MA, AD ในมุมอ่อน ความจริงยังถึง AD ในดวงจรปัจจุบันด้วย

คราวนี้ลองไปดูที่จุด MP ซึ่งเป็นจุดที่มักใช้ในการพยากรณ์รายวัน จะพบว่าจุด MP ของวัน(ที่เสียชีวิต)นั้นกำลังถึง MA, UR, ZE ในดวงจรปัจจุบัน ถึง UR, PL ในดวงโค้ง และถึง NO, SA, VU ในดวงกำเนิด

ลำพังแค่ NO, MA,  SA ก็ครบองค์ของมรณะสูตรแล้ว ไหนจะมี UR, PL, VU เข้ามาซ้ำอีกอีกเยอะแยะ 

ความจริงในแกน MP นี้ถ้าดูลงไปในระดับศูนย์รังสี โดยเฉพาะในดวงกำเนิดเราจะพบกับศูนย์รังสีร้ายที่สามารถเอามาตีความหมายไปในทางมรณะกรรมได้อีกมากมายพอสมควรเลยทีเดียว

คืนนี้หยิบดวงนี้ขึ้นมาเขียนเป็นบทความก็เพราะรู้สึกว่าเป็นดวงที่น่าสนใจ เรียกว่าหันไปทางไหนก็เจอโครงสร้างที่เกี่ยวข้องเต็มไปหมด จึงเป็นดวงที่เหมาะมากดวงนึงสำรับนำมาใช้เป็นดวงครูสำหรับเรื่องนี้


วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

อุบัติเหตุบ่อย ปีเดียวรถชนกันไปตั้ง 2 รอบแล้ว

ดวงนี้เจ้าชะตาเป็นผู้หญิง ถามว่าทำไมช่วงนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก รถชนกันไปตั้ง 2 รอบแล้ว

เรื่องอุบัติเหตุนั้นโดยทั่วไปนึกอะไรไม่ออกก็ต้องเริ่มกันที่มฤตยูก่อน

ดวงนี้พิจารนาดวงโค้งอายุของปีนี้ จะเห็นว่าแกนมฤตยูโค้งกำลังถึงราหู อังคาร เนปจูน และโพไซดอน ในดวงกำเนิด เฉพาะ อังคาร/มฤตยู ก็แปลกันตรงๆ ว่าอุบัติเหตุอยู่แล้ว ยิ่งมีราหูที่เป็นจุดเจ้าชะตามาร่วมก็ยิ่งชัดเจนว่าโดนแน่ๆ 

ส่วนโพไซดอนนี่ เอาตรงๆ น่ากลัว

นอกจากนี้ถ้าดูที่ดวงจรทรานสิต ก็จะพบว่ามฤตยูจรขณะนี้ก็กำลังทำมุมถึงจันทร์กำเนิด โดยจันทร์นั้นถือว่าเป็นจุดเจ้าชะตาสำคัญโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง

เรียกว่าขณะนี้จุดเจ้าชะตาโดนมฤตยูถล่มอยู่สองจุด ทั้งมฤตยูจริงมฤตยูโปรเกรส ดังนั้นที่ว่าช่วงปีนี้เกิดอุบัติเหตุใหญ่บ่อยก็เลยไม่แปลกในแง่ของโหราศาสตร์

หรือถ้าเราไปตั้งต้นกันที่แกน อังคาร/มฤตยู ที่แปลว่าอุบัติเหตุโดยตรง เราก็จะพบว่ามันทำมุมถึงราหู คิวปิโด และพุธ ในดวงกำเนิด นอกจากนี้ก็ยังมีฮาเดสในดวงจรทรานสิต เฉพาะพุธนั้นความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเกี่ยวกับการเดินทางแน่ๆ ส่วนคิวปิโดก็ครอบครัว เป็นหมูคณะ มีคนอื่นอยู่ด้วยขณะเกิดเหตุ ไม่ได้โดนอยู่คนเดียว

หรือถ้าไปตั้งแกน จันทร์/พุธ ที่แปลว่ารถยนต์ ในดวงโค้ง เราจะพบว่าศูนย์รีในดวงกำเนิดที่เข้ามาทำมุมด้วยนั้นมันมีแต่ร้ายเสียมากกว่าดี เช่น อาทิตย์/มฤตยู จันทร์/แอตเมตอส อังคาร/พลูโต เสาร์/อโพลอน เสาร์/วัลคานุส ฮาเดส/อโพลอน ฮาเดส/วัลคานุส เป็นต้น

อย่างดวงนี้เจ้าชะตาถามว่าเมื่อไหร่อะไรแบบนี้ (หมายถึงอุบัติเหตุบ่อย) จะจบลงเสียที เราก็ต้องตามไปดูโครงสร้างพวกนี้จะคลายตัวตอนไหน มันคลายออกตอนไหนก็ตอนนั้นจะพ้น แต่อย่างไรก็ตาม ดวงนี้ถ้าย้อนกลับไปดูพื้นชะตา จะพบว่ามฤตยู (เสาร์ และฮาเดส) เขาถึงลัคนาอยู่แล้ว โอกาสจะเกิดอุบติเหตุในชีวิตความจริงก็มากกว่าชาวบ้านเขาเป็นทุนอยู่แล้ว ข้อนี้ต้องระวังให้มาก

ทั้งหมดที่เขียนๆ มานี้ เราเอาอุบัติเหตุเป็นตัวตั้ง พอสืบย้อนกลับไปในดวงชะตาแล้วพบโครงสร้างที่สอดคล้องตรงกันก็อาจจะรู้สึกว่าง่ายจริงๆ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ถ้าเราไม่ได้รู้มาก่อน ไม่ได้มีการตั้งประเด็นคำถามในแง่มุมนี้ บางทีเราอาจจะข้ามแกนเหล่านี้ไป ก็เลยมองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น

ไม่ใช่ว่าดวงชะตาไม่บอก แต่เรานี่แหละมองข้ามไป

ถามว่าความยากยูเรเนี่ยนอยู่ตรงไหน ก็ต้องบอกว่าอยู่ตรงนี้แหละ เพราะมีแกนอะไรต่อมิอะไรให้เราสามารถตั้งถามดวงชะตาได้เยอะแยะนับได้เป็นพันๆ แกน

เรื่องนี้ประสบการณ์จะช่วยได้มาก รวมไปถึงการคุยกันระหว่างคนฟังกับคนทายด้วย

มึงไม่เล่า ไม่ถาม กูก็ไม่รู้จะตอบอะไรนะเว้ยเฮ้ย อะไรประมาณนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ยามอุบากอง

วันก่อนโน้นกดแชร์เรื่องยามอุบากองไปแหม็บๆ วันนี้เปิดหนังสือนอนอ่านพลิกไปพลิกมาก็มาเจอกับยามอุบากองอีก(แล้ว) ก็เลยถือโอกาสนี้ยกเอาเรื่องนี้มาเขียนบ้างก็แล้วกัน

โบราณท่านว่า

“ศูนย์หนึ่งอย่าพึงจร …… แม้ราญรอนจะอัปรา

ศูนย์สองเร่งยาตรา …… จะมีลาภสวัสดี

ปลอดศูนย์พูลสวัสดิ์ …… ภัยพิบัติลาภบ่มี

กากบาทตัวอัปรีย์ …… แม้จรลีจะอันตราย

สี่ศูนย์จะพูนผล …… จรดลลาภมากมาย

ฤกษ์ดีและฤกษ์ร้าย …… ใช้ดูได้ดั่งใจจง”

(ดูภาพประกอบตามไปด้วย)

ตำรายามอุบากองนั้น เป็นตำราสำหรับหาฤกษ์ยามแบบง่ายๆ มีจุดประสงค์การใช้ที่สำคัญอยู่ 2 ประการคือ “ใช้หาเวลาดีสำหรับเดินทางหรือเริ่มกระทำการใดๆ” หรือใช้ดูว่า “เหตุการณ์ดีหรือร้ายในแต่ละวันจะเกิดเวลาไหน”

ในตารางที่เห็น ส่วนแนวนอนที่เขียนว่า 1 ค่ำ 2 ค่ำนั้น หมายถึงวันขึ้นแรมตามจันทรคติ (เช่นขึ้น 1 ค่ำหรือแรม 1 ค่ำก็ได้) จะสังเกตว่ามีสุดเพียงแค่ 5 ค่ำเท่านั้น ดังนั้นถ้าวันที่เราจะทายมันเลย 5 ค่ำไปแล้วก็จะต้องเอา 5 ไปหาร เหลือเศษเท่าไหร่ก็นั่นแหละคือที่เราจะต้องใช้

เช่นสมมุติว่าวันนี้ เป็นวันแรม 6 ค่ำ มันเกิน 5 ไปแล้ว เราต้องเอา 5 ไปหารก็จะเหลือเศษ 1  เพราะฉะนั้นก็ให้ใช้แถว 1 ค่ำเป็นเกณฑ์สำหรับวันนี้ เป็นต้น

ต่อมาแถวแนวตั้ง ก็คือช่วงยามใน 1 วันนั่นเอง คนถามกี่โมงก็ให้ใช้ช่วงยามไปตามนั้น

สมมุติมีคนถามว่า “วันนี้ซัก 2 ทุ่มจะเดินทางใกลจะดีหรือไม่” 

 เราก็ดูปฏิทิน (สมัยนี้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา search ใน Google ก็ได้) สมมุติว่าเป็นวัน แรม 1 ค่ำเดือน 3 ปีฉลู 

เราดูในตาราง 1 ค่ำตอน 2 ทุ่ม จะเห็นว่าได้ 4 จุด 

ตำราท่านว่า “สี่ศูนย์จะพูนผล …… จรดลลาภมากมาย” ก็แสดงว่าฤกษ์ดี สมควรแก่การเดินทาง อะไรประมาณนี้แหละครับ


#VintageStyle 


วันศุกร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2565

ดวงติดคุก

ดวงชะตานี้แหล่งต้นทางว่าเจ้าชะตาเป็นชาย เมื่อปี 2563 ติดคุกหัวโตด้วยคดีเช็ค เรื่องคุกตารางนั้นหากเป็นเรือนชะตาคือเรือน 12 ส่วนพระเคราะห์สนธินั้นโดยทั่ววไปใช้ SA/VU เป็นตัวแทน

ดวงชะตานี้จะเห็น SA กับ VU ทำมุมถึงกันอยู่แล้วด้วยมุมอ่อน

แต่ก็นั่นแหละ เราคงไม่รีบด่วนสรุปว่าดวงชะตาใดก็ตามที่ SA = VU จะต้องติดคุกติดตารางกันไปเสียทั้งหมด เพราะดาวทั้งสองนี้เป็นดาวเดินช้า หมายความว่าในจังหวะที่ดาวสองดวงนี้กำลังอยู่ในตำแหน่งที่ทำมุมถึงกันอยุ่นั้น คงมีคนมากมายเกิดขึ้นบนโลกเพราะมันเป็นช่วงเวลาที่กินเวลานานพอสมควร

จะให้คนทั้งหมดที่เกิดในช่วงนั้นติดคุกกันหมดคงไม่ใช่

สำหรับดวงชะตานี้ จะพบว่านอกจาก SA จะ = VU แล้ว ความจริงก็ยังถึง MO ด้วย (ในมุมเล็ก 22 องศาครึ่ง)

MO นี้ถือว่าเป็นจุดเจ้าชะ จะให้ความหมายว่าเป็นตัวเจ้าชะตาเองก็ได้หรือหากเจ้าชะตาเป็นชายจะทายว่าเป็นแม่เป็นเมียไปเสียก็ได้ ดังนั้น MO=SA=VU นี้จะทายว่าติดคุกเองหรือแม่หรือเมียติดคุกก็คงไม่ผิดทั้งนั้น หรือถ้าไม่อยากฟันธงให้เสี่ยงหน้าแหกจะเป็นแนวบุคลิกภาพไปเสียก็ได้เช่นกัน (โหรรุ่นใหม่ๆ นิยมมาแนวนี้กันมาก) ก็ให้ MO เป็นตัวแทนอารมณ์ ดังนั้น MO=SA=VU ก็คือติดคุกทางอารมณ์ คือเป็นคนจำยอมต้องเก็บกดความรู้สึกเอาไว้อะไรทำนองอย่างนี้ก็ได้

จะทายกันไปแนวไหนอันนี้แล้วประสบการณ์ของตัวนักพยากรณ์ล้วนๆ

นอกจาก MO แล้วดวงนี้ยังถึง AS อีก

AS นี่เป็นเรื่องของสถานที่ AS=SA= VU ก็แปลว่าคุกตรงๆ อยู่แล้ว ในกรณีอย่างนี้ใครเสี่ยงตายทายว่าเจ้าชะตาจะติดคุกคงมีโอกาสรอดสูง แต่เชื่อเถอะ ถ้าไปทายก่อนปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เจ้าชะตายังไม่มีแววจะติดคุก โอกาสโดนด่าก็มีสูงอีก

เรื่องการอ่านพื้นชะตาจำเป็นต้องระวังที่จุดนี้ เพราะบางทีสิ่งที่ปรากฏในดวงชะตาอย่างชัดเจนมันอาจจะแค่ยังไม่ถึงเวลาเกิดจริงก็ย่อมได้

ขอปิดท้ายดวงนี้ด้วยการตั้งแกนที่ SA/VU ก็แล้วกัน ปรากฏว่าถึง NO, JU, CU, HA และ PO เฉพาะ PO นี้ค่าวังกะเพียง 7 ลิปดา ซึ่งในกรณีนี้เราคงไม่แปล PO ว่าธรรมะอะไรพวกนั้น แต่อาจหมายปัญญาในทำนองเล่ห์เหลี่ยมของตัวเจ้าชะตาเอง คิดว่าฉลาดคิดว่าแน่แต่ปรากฏว่าเอาเข้าจริงดันไม่รอด อะไรทำนองอย่างนั้นมากกว่า ส่วน CU, HA พวกนั้นแปลกันแบบไม่ยุ่งยากก็คือทำชั่วร่วมกัน (ดูจากดวงแล้วไม่น่าจะโดนคนเดียว น่าจะโดนกันทั้งคณะ) JU ก็เรื่องธุรกิจ NO ก็พันธะสัญญา 

ความจริงแกน SA/VU ยังถึง ME ด้วย แต่ค่าวังกะมากซักหน่อยคือประมาณ 1 องศา 51 ลิปดา แต่ถ้าคิดว่าสำนักโหราศาสตร์สากล(หรือยู้เรเนี่ยนบางสำนัก)อาจใช้ค่าวังกะสำหรับดาวเดี่ยวได้มากถึง 3 องศา ดาว ME นี้เราก็สามารถนำมาร่วมแปลควาหมายได้

ME นั้นมีความหมายถึงเอกสารโดยตรง และที่แกนนี้หากมองไปในระดับศูนย์รังสีเราจะพบกับศูนย์รังสีบางคู่ที่น่าสนใจ เช่น SU/NE, MA/NE, NE/ZE จะเห็นว่า NE เยอะมาก เอาไปแปลร่วมกับ ME ล้วนไม่ดีทั้งสิ้น

หรือถ้าเราเปิดดาวสะท้อนขึ้นมา เราจะเห็นว่าแกน SA/VU นี้ถึงทั้ง SU และ MO สะท้อน

เรียกว่ามีจุดเจ้าชะตาเข้ามาร่วมกับความเป็น SA/VU เยอะมาก 

:)