วันศุกร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2564

ดาวโคจรไปสู่และค่าโค้งอายุ


ดวงนี้ SA จรไปสู่ SU ห่างกันไปประมาณ 6.5 องศา ปรากฏว่าช่วงที่เจ้าชะตาอายุประมาณ 7 ขวบ บิดาของเจ้าชะตาประสบอุบัติเหตุหนัก ชีวิตตอนนั้นตกระกำลำบากมากพอสมควร

ส่วนมารดาก็ขึ้นมาเป็นหัวหลักหัวแรงของครอบครัวแทน ก็พอดีกับ MO จรไปสู่ ZE และ MC ซึ่งห่ากันประมาณ 6.5 องศาเช่นกัน

ดวงผู้กำกับหนุ่มคนดัง


ดวงนี้ของนายตำรวจหนุ่มคนที่เป็นข่าวดังโคตรๆ อยู่ในนี้ สำหรับวันเดือนปีกำเนิดนั้นท่าไป google เอาเถิด แป๊บเดียวก็เจอ ส่วนเวลากำเนิดนั้นเล่าลือกันว่าใกล้ๆเวลาเที่ยงไม่กี่มากน้อย เท็จจริงผมก็ไม่ทราบเพราะฉะนั้นตั้งไปที่ 12.00 ตามหลักนิยมก็ไม่น่าเกลียด ว่าแล้วตัด MC และ AS ออกจากดวงชะตาตามหลักนิยมอีกเช่นกัน

ตำรวจสันติบาลนั้น ตำราท่านกำหนดไว้ชัดเจนว่าคือ HA/KR

ทำต้อง HA/KR อันนี้ตีความได้มากมายหลายประการ เพื่อความสงบสุขในชีวิตของข้าพเจ้าก็เอาเป็นว่า HA/KR แปลว่าตำรวจสันติบาลก็แล้วกัน 😑

ดวงนี้ถ้าเราตั้งแกนไปที่ HA/KR เพื่อดูชีวิตในแง่มุมนี้ของเจ้าชะตา ท่านจะพบ HA/KR = PL

ผมเคยเขียนถึงบ่อยๆ ว่าคนเป็นข้าราชการนั้นถูกโฉลกกับ PL เพราะแปลว่าพัฒนาการ(ที่ไม่ใช่ชื่อถนน) PL จึงช่วยให้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งได้สะดวกรวดเร็วดังใจหมาย แต่จะเร็วเพราะอะไรยังไง ต้องป้อนอ้อยไปกี่กำมืออันนั้นอีกเรื่องนึง

กรณีของเจ้าชะตานี้ก็จะเห็นว่ามีพัฒนาการดีไม่น้อย อายุ 39 ปีต้นๆ ก็เป็นระดับผู้กำกับแล้ว (ท่านพ่อตาของแอดมินตอนอายุ 60 ไปได้ไกลสุดก็แค่ผู้กำกับจนๆ นี่แหละ 😑 )

นอกจากนี้เราจะเห็น HA/KR = PO ด้วย โดยค่าวังกะสุดตลิ่ง 1 องศาพอดี

และถ้าสังเกตดีๆ จะเห็น HA/KR = AP แบบสนิทองศาด้วย อันนี้แหละให้คุณประโยชน์นักหนา

สำหรับรายละเอียดอื่นๆ สามารถแปลเอาได้จากบรรดาศูนย์รังสีที่ทำมุมถึงแกนนี้ ค่อยๆแปลไปทีล่ะคู่ ปะติดปะต่อข้อมูลไปเรื่อยๆ ก็จะทำให้เห็นข้อมูลที่น่าสนใจไม่น้อย ใครสะดวกก็ค่อยๆ แปลกันไป ซึ่งตรงนี้ก็จะขอละไว้ ขอโหนแต่พองามก็แล้วกัน

A/B and A+B-C

ศูนย์รังสี (Halfsum) หมายถึงจุดหรือตำแหน่งที่อยู่ตรงกลางระหว่างดาว 2 ดวง

ถ้าเขียนเป็นสูตร ก็จะเขียนได้ว่า (A+B)/2

โดย A และ B ก็คือค่าจำนวณองศาของดาวแต่ละดวง

เช่นดาว A อยู่ในตำแหน่ง 100 องศา (วัดจากจุดเริ่มต้นคือ 0 องศาราศีเมษ) ส่วนดาว B อยู่ตำแหน่ง 200 องศา

เพราะฉะนั้นจุดศูนย์รังสีของ A และ B ก็คือตำแหน่ง 150 องศา

มาจาก (100+200)/2 ตามค่าในตัวอย่าง

แต่ครั้นจะเขียนเป็น (A+B)/2 ก็แลดูรกรุงรังชมัด ในทางปฏิบัติจริงจึงย่นย่อเหลือ A/B พอ โดยเป็นที่รู้กันว่าไอ้เจ้า / ตรงกลางนั้นแทนตำแหน่งกึ่งกลางพอดีระหว่างปัจจัยทั้ง 2

ความหมายของ A/B ก็คือเอาความหมายของ A และ B มาผสมกัน

คราวนี้ก็ยังสิ่งที่เรียกว่า จุดไหวตัว หรือ จุดอิทธิพล ก็แล้วแต่จะเรียก เป็นการเอาดาว 3 ดวงมาผสมกัน มักจะเขียนในรูปสมการ A+B-C

ความจริง A+B ในสมการ A+B-C นั้นก็คือตำแหน่งของจุดศูนย์รังสีของ A และ B

คือเป็น (A+B)/2 ไม่ใช่ A+B เฉยๆ

(100+200)/2 กับ 100+200 เฉยๆ นี่คนล่ะตำแหน่งกันเลย

แต่เพื่อความสะดวก ย่นย่อก็เขียนเป็น A+B ก็พอจะเข้าใจกันในหมู่นักยูเรเนี่ยน โดยที่ไม่ยักกะเขียนว่า A/B-C ด้วย

ส่วน -C คือตำแหน่งของดาวอีกดวงหนึ่ง(ดวงที่ 3) ที่เอาไปสะท้อน โดยใช้ศูนย์รังสีของ A และ B เป็นแกนสะท้อน

คำว่าแกนสะท้อนในที่นี้หมายถึงใช้จุดเริ่มต้น

เริ่มต้นอะไร? ก็คือเริ่มต้นวิ่งถอยหลัง การวิ่งถอยหลังนี่คือการสะท้อน

คือเอาศูนย์รังสีของ A และ B เป็นจุดเริ่มต้นนับ 0

จากนี้ก็วัดไปหาดาว C ว่าได้กี่องศา

ไม่ว่าจะกี่องศาก็ตาม ก็ให้วัดย้อนไปอีกทางด้วยจำนวณองศาที่เท่ากัน เราก็จะได้ตำแหน่งของจุดไหวตัว A+B-C

เช่นวัดจากศูนย์รังสีของ A และ B ไปยังดาว C ได้ 100 องศา

เพราะฉะนั้นที่ตำแหน่ง -100 องศาที่เริ่มวัดจากดาวศูนย์รังสีของ A และ B นั่นแหละคือตำแหน่งของ A+B-C

โดยความหมายของ A+B-C ก็คือการผสมกันของความหมาย A B และ C เข้าด้วยกัน

โดยอาจจะแปลคู่ A+B เสียก่อน แล้วค่อยเอาความหมายของ C เข้าไปขยายอีกที

อะไรประมาณนี้ ..... ไม่งงนะ

😎

เครื่องขุดบิตคอยน์

วันก่อนคุยกันในห้องเรียนเล่นๆ ก่อนเลิกเรียนว่าถ้าการซื้อหวย เล่นหุ้น ปั่น Forex เทรดคริปโต สายลุ้นสายเก็งกำไรทั้งหลาย คือ JU/NE

แล้วถ้าอย่างนั้น "เครื่องขุดบิตคอยน์" นี่ควรจะเป็นดาวอะไร?

ความจริงไปเปิดดูเถอะ ในคัมภีร์พระคราะห์สนธิ คำว่าเครื่องขุดบิตคอยน์อะไรนี่เปิดหน้าใหนก็ไม่เจอทั้งนั้น เพราะมันเป็นของเกิดใหม่ขึ้นมาบนโลกเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้เอง

ลักษณะอย่างนี้ถ้าจะเอาให้ได้ก็ไม่พ้นต้องสนธิดาวขึ้นมาเอง

ก็เลยตอบไปว่า JU/UR (มั๊ง)

ก็คือโชคจากไฟฟ้า เพราะเครื่องพวกนี้ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงมาก แทบจะแปลงค่าไฟที่ใช้ไปออกมาเป็นกำไรกันเลยทีเดียว

ถ้าจะเอาแบบ A+B-C ก็คง UR+ZE-JU (มั๊ง) เพราะลำพัง UR+ZE หมายถึงมอเตอร์ไฟฟ้า มีทั้งไฟฟ้ามีทั้งเครื่องจักรเอามาผสมกัน หรืออาจจะใช้ UR+HA-JU ก็คงจะได้(มั๊ง) เพราะ UR+HA คือไฟฟ้าซึ่งน่ารังเกียจ เพราะเครื่องพวกนี้กินไฟไม่ว่าแต่เสียงมันดังมาก รบกวนข้างบ้านจนอาจไปร้องเรียนเทศบาลกันได้ง่ายๆ ไม่ HA อย่างไรไหว

ก็คิดกันไปเรื่อยล่ะนะ ในเมื่อของมันไม่มีในตำรา ก็คิดตีความหมายกันไปตามความเข้าใจของแต่ละคน ซึ่งไม่มีผิดถูก

เพราะต่อให้ไปปลุกวิญญาณวิตเต้มาถามแกก็ไม่รู้หรอกว่าไอ้เครื่องบ้านี่มันคืออะไร

คำถามต่อมาที่สำคัญก็คือ

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าไอ้ที่ว่าๆ มาทั้งหมดนี้มันถูกต้องใช้งานได้?

สำรับข้อนี้ตอบได้ไม่ยากเลยว่า "สถิติ" ล้วนๆ

อยากรู้ก็ต้องเก็บสถิติกันต่อไป ไม่มีอะไรมากกว่านั้นในโลกของโหราศาสตร์

Free Will (เจตจำนงเสรี) 2

เวลาไปดําน้ำสน็อกเกิ้ลดูประการัง โดยเฉพาะตามร่องน้ำต่างๆ กระแสน้ำจะพัดแรงกว่าที่อื่นๆ

ถ้าเราว่ายน้ำทวนกระแสก็จะต้องใช้แรงมาก จึงทำให้เหนื่อยมาก บางทีตีขาอยู่นานสองนานก็ยังไปไหนได้ไม่สู้ไกลนัก แต่ถ้าว่ายตามกระแสน้ำก็จะเบาแรง ตีขาไม่กี่ทีก็ไปฉิวแล้ว นี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ทุกคนน่าจะเข้าใจกันดี

การเลือกว่ายตามกระแสน้ำจึงดูเหมือนจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม การที่เราคอยแต่จะว่ายตามกระแสมันก็ไม่ใช่ของดีเสมอไปนัก โดยเฉพาะช่วงนี้กระแสน้ำแรงมากเป็นพิเศษ ทำให้บางทีไกด์ก็จะคอยเตือนให้ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าพลาดท่าขึ้นมาก็มีหวังถูกกระแสน้ำพัดหายไปได้ง่ายๆ เหมือนกัน

จังหวะจะโคน การรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา ผสมผสานกันไประหว่างการผ่อนแรงตามกระแสและออกแรงทวนกระแส รวมไปถึงการเลือกทิศทางที่เหมาะสมในแต่ละช่วงจังหวะจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ผมมักอธิบายเปรียบเทียบง่ายๆว่า ดวงชะตานั้นไม่ว่าจะดวงกำเนิดหรือดวงจรก็ตาม มันก็คือแผนผังซึ่งจะแสดงกระแสในร่องน้ำที่เจ้าชะตาจะต้องลงไปแหวกว่าย

สำหรับคำถามที่ว่าทำไมกระแสในร่องน้ำจึงพัดไปทางนั้นทางนี้? หรือแม้แต่ทำไมเราจึงต้องไปว่ายวนอยู่ในร่องน้ำแห่งนั้น?

เราอาจจะตอบว่านั่นเป็นผลจากกรรมเก่าหรือกรรมจากอดีตชาติของเราก็ย่อมได้ทั้งสิ้น ผมไม่รู้หรอกว่าข้อสรุปนี้มีความจริงมากน้อยขนาดไหน แต่มันก็ง่ายดีหากเราจะตัดบทสรุปไปอย่างนั้น

เพราะกรรมดีจึงได้อยู่ในร่องน้ำสวยๆ และเพราะกรรมชั่วจึงต้องมาอยู่ในร่องน้ำที่ดำมืดแล้วเชี่ยวกราก

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การที่จะเราจะตัดสินใจว่ายไปทางซ้ายไปหรือทางขวา จะว่ายตามกระแสหรือว่ายทวนกระแส ทั้งหมดนี้ล้วนขึ้นอยู่ Free will (เจตจำนงเสรี) ของเราทั้งสิ้น ไม่ได้เกี่ยวกับเวรกรรมแต่อย่างใด

สมมุติเราเดินไปบนถนนแล้วเจอพอดีไปแบงค์พันตกอยู่ การได้พบแบงค์พันนั่นก็คือกระแสน้ำ คือกรรมเก่า คือดวงชะตาหรือโชคชะตาที่ชักนำให้ต้องไปพบเจอกัยเหตุการณ์เหล่านั้น

แต่การตัดสินใจว่าจะก้มเก็บหรือเดินผ่านไปเฉยๆ หรือทำในสิ่งดีหรือสิ่งชั่ว ทั้งหมดนั่นเป็นเรื่องของ Free will ของแต่ละคนล้วนๆ ของเก่าไม่เกี่ยว

ชีวิตจริงของคนเราจึงเป็นเรื่องของการหักลบหรือบวกเพิ่มระหว่าง ดวงชะตา(กรรมเก่า)กับ Free will(กรรมใหม่)

นี่ก็อาจจะทะลึ่งเขียนออกมาเป็นสูตรเก๋ๆ อย่างนี้ก็ได้

กรรมเก่า/กรรมใหม่ = เส้นทางของชีวิต

และถ้าเรายึดเอาตามหลักการที่กล่าวมาแล้วนี้มาเป็นคำอธิบาย ดังนั้นสำหรับเรื่องที่ว่า "ดวงโจรก็ต้องเป็นโจรจะเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่" นั้น ก็ต้องบอกว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป

ดวงโจรไม่เป็นโจรก็ได้ เป็นอย่างอื่นที่ดีกว่านั้นแทนก็ย่อมได้

เพราะถึงดวงโจรก็มี Free Will

มีอิสระที่เลือกทำกรรมดีกรรมเลว

เพราะที่ว่าดวงโจรนั้น ก็คือกระแสในร่องน้ำ คือแรงผลักดันเกื้อหนุนจากกรรมเก่า หากเผลอไม่รู้เท่าทันมันก็ย่อมพัดพาเราไปได้ใกลถึงไหนต่อไหน และมันก็ง่ายกว่าด้วยที่จะว่ายตามกระแส

แต่ก็ใช่ว่าจะว่ายทวนไม่ได้

เพราะเราทุกคนล้วนมี Free will มีสติ มีปัญญา มีความสามารถในการรู้จักดีชั่ว มีอิสระในการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ

แม้จะเป็นอิสระในกรอบหรือขอบเขตอันหนึ่งก็ตาม

Free will (เจตจำนงเสรี)

คำว่า Free will นั้นภาษาไทยเรามักใช้คำว่า "เจตจำนงเสรี" หมายถึงความสามารถในการเลือกกระทำสิ่งหนึ่งจากการกระทำต่างๆ ที่เป็นไปได้ โดยที่ไม่ถูกบังคับ

เช่นเราเดินไปบนถนน เจอแบงค์พันตกอยู่ เราย่อมมีความสามารถในการเลือกได้อย่างอิสระว่าจะก้มลงไปเก็บ หรือจะเดินผ่านไปเฉยๆ และถ้าก้มเก็บแล้วจะเอาเงินตรงนั้นไปตามหาเจ้าของที่แท้จริงของมันหรือจะเก็บเข้ากระเป๋าไว้ใช้เอง

ไม่ว่าจะเลือกทางใด ทั้งหมดนี้คือ Free will หรือ เจตจำนงเสรี ของเรา

ความจริง Free will เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทุกวันนี้ในแวดวงจิตวิทยา พฤติกรรมศาสตร์ ปรัชญา ตลอดจนไปถึงประสาทวิทยา ก็ยังคงถกเถียงกันไม่จบว่าแท้จริงแล้วเรามี Free will หรือไม่

เรื่องทางวิชาการอย่างนั้นคงต้องถกเถียงกันต่อไปอีกยาว แต่โดยเบื้องต้นแล้วของตัดบทสรุปง่ายๆ ว่า "มี" ก็แล้วกัน เพราะชุดความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตมากกว่า เพียงแต่ในความเป็นจริงนั้น Free will ของแต่ละคนอาจไม่ได้อยู่ในปริมาณที่เข้มข้นตลอดเวลา

บางช่วงเวลาเราก็มี Free will เต็มที่ แต่บางสถานการณ์ก็ไม่ค่อยมีเท่าไหร่หรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ และแต่ปัจจัยแวดล้อม โดนในสถานการณ์ทั่วไป เรามี Free will เอาไว้ใช้กันทุกคนแน่นอน

แล้ว Free will มาเกี่ยวอะไรกับโหราศาสตร์?

เกี่ยวแน่นอน ในเมื่อหลักการคลาสสิกของวิชาโหราศาสตร์นั้นระบุว่า

"สิ่งใดก็ตามที่ปรากฏในดวงชะตา โดยเฉพาะในดวงชะตากำเนิดนั้น ย่อมต้องเกิดขึ้นกับชีวิตของเจ้าชะตาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้"

หลักการพื้นฐานอย่างนี้เองที่ทำให้เกิดชุดความคิดทำนองดวงชะตาคือลิขิตของชีวิต ซึ่งดูจะขัดแย้งกับเรื่องของ Free will อย่างสุดโต่งเลยทีเดียว

ว่ากันอย่างง่ายๆ คือ เกิดมาดวงโจรก็ต้องเป็นโจร จะเป็นอย่างอื่นหาได้ไม่

ฟังแล้วหดหู่ชมัด

😅

(ยังมีต่อ)


:)

วันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2564

วาสนา และ กรรม

มีบางท่านถามว่า เหตุใด “วาสนา” จึงเป็นลัคนา และ “กรรม” จึงเป็นเมอริเดียน? ก็ขอตอบอย่างนี้ว่า 

สำหรับเมอริเดียน หรือจุดจอมฟ้า หรือ ทศมลัคน์ นั้นเชื่อถือกันมาตั้งแต่โบราณว่าเป็นจุดกรรมเก่า ตามหลักเรือนชะตาจุดเมอริเดียนก็คือจุดเริ่มต้นของเรือนชะตาที่ 10 ที่มีชื่อว่ากัมมะ หรือก็คือกรรมนั่นเอง 

หลักการอย่างนี้เชื่อถือกันมาตั้งแต่โหราศาสตร์อินเดีย ผมเข้าใจเอาเองว่าแนวคิดอย่างนี้โหราจารย์ยูเรเนี่ยนน่ารับอิทธิพลมาจากโหราศาสตร์อินเดียอีกที เพราะเรื่องอะไรแบบนี้ไม่ค่อยปรากฏอยู่ในความคิดของคนตะวันตก(อย่าลืมว่ายูเรเนียนนั้นเกิดที่เยอรมัน) แต่จะมีมาตั้งแต่เริ่มแรกหรือรับเพิ่งรับกันมาในรุ่นหลังหลังอันนี้ก็สุดปัญญาจะตอบได้ 

สำหรับลัคนานั้น ดยเบื้องต้นยูเรเนียนโให้คำนิยามว่า “สิ่งแวดล้อมใกล้ชิดซึ่งจะส่งผลต่อชีวิตของเจ้าชะตาโดยตรง” ความจริงเพียงแค่ความหมายตรงนี้ก็ชัดเจนแล้วว่าเหตุใดลัคนาจึงหมายถึงวาสนา

ลองนึกถึงคนที่เกิดมาในสังคมเมืองใหญ่ในครอบครัวมั่งคั่งมีชีวิตสมบูรณ์พร้อมและสุขสบาย แล้วก็นึกถึงอีกคนหนึ่งซึ่งโตมาในสังคมบ้านป่าเมืองเถื่อน 

เฉพาะสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างนี้ก็คงเพียงพอแล้วอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้ความคิดความอ่านและบุคลิกภาพของคนทั้ง 2 นี้มีความแตกต่างกัน ดังนั้นโอกาสที่จะทำสิ่งต่างๆ ได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จตามที่คิดหวัง แม้แต่จริตกิริยามารยาท หรือปัญญาซึ่งเกิดจากการได้รับการศึกษาก็ย่อมแตกต่างกันได้มากทีเดียว 

ก็นี่แหละคือวาสนาของคนที่แตกต่างกัน 

สรุปคือสิ่งแวดล้อมดีก็คือเกิดมาวาสนาดี สิ่งแวดล้อมแย่ก็คือเกิดมาด้วยวาสนา 

ก็ขอจบง่ายๆอย่างนี้แหละ