วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

ดวงชะตาชาย ทะเลาะวิวาท ถูกแทงไส้ไหล

ดวงชะตาชาย เกิดจะซวยอย่างไรไม่ทราบเพราะไปทะเลาะวิวาทกับชาวบ้านจนถูกแทงไส้ไหล แหล่งต้นทางไม่ได้แจ้งว่าตายหรือเปล่า แต่เข้าใจเอาเองว่าน่าจะรอด

เหตุเกิดในวันทินวรรษพอดี อาทิตย์จรกุมอาทิตยฺกำเนิด ขาดเกินเวลาไปเพียงเล็กน้อย

กำลังนั่งคิดเล่นๆว่าไส้นี่มันอะไรดีวะ สงสัยจะราหู(NO)กระมัง เพราะยาวๆ เป็นเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างปากกับตูด

ลองดูในดวงชะตานี้ เราจะเห็นว่า SA,AD มันถึง NO พอดีเสียด้วย เฉพาะ SA,AD รวมกันท่านแปลว่า วิบากกรรม ความอดทน ตกอยู่ในภาวะลำบาก ส่วน NO นั้นเป็นจุดเจ้าชะตาจุดหนึ่ง ในกรณีจะทะลึ่งแปลว่าไส้ก็ได้กระมัง (อันนี้ผมเพ้อไปเรื่อยนะ อย่ามาเอาอะไรมาก)

จุด MC จร (แปลว่านาทีนั้น) ถึง UR (ความตึงเครียด ความฉับพลัน) ในดวงกำเนิดพอดี

ส่วน MA และ ME จรก็ถึง VU ในดวงกำเนิด โครงสร้างนี้แปลง่ายๆว่า ด่ากันแรงๆ

ที่จริงเราจะเห็น NE จรถึง ME กำเนิดด้วย(ใกล้อาทิตย์) โดยทั่วไป ME,ME นี้มันแปลว่าพูดจาเพ้อเจ้อ ความคิดเพ้อฝัน แต่จะแปลว่าเมาก็ได้

ลองตั้งแกน MA/UR (แปลว่าทะเลาะวิวาท) ในดวงจรดู จะพบว่าถึง JU, UR, ZE, KR ดูทรงน่าจะทะเลาะกับคนมีสี หรือมีอำนาจ หรือมีอายุมากกว่า การมีของ ZE นั้นน่ากลัว ไม่ถูกยิงก็บุญแล้ว ในกรณีนี้เปลี่ยนจากลูกกระสุนเป็นมีดปลายแหลมแทน

เฉพาะ JU นั้นน่าสนใจ เพราะเคยกล่าวประจำว่า JU เป็นดาวดีแต่ถ้าอยู่ผิดที่ผิดทางก็แย่เหมือนกัน เพราะ JU แปลว่ามาก หรือสำเร็จ (หรือจะมองอีกแง่หนึ่ง ด้วยอำนาจของ JU เลยช้วยให้มีโชค ไม่ตายคาที่ก็ได้กระมัง)

ที่สำคัญคือแกนทะเลาะวิวาทอะไรนี้ ถึง SU พอดีทั้งจรทั้งกำเนิดเพราะเกิดในวันทินวรรษพอดี

วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ราหูเข้าแทรก

 

ช่วงนี้เรื่องราหูย้ายนี่สงสัยจะอินเทรนด์ ไปไหนมาไหนมีแต่คนถามเรื่องราหู

วันก่อนรุ่นน้องคนนึงเล่าให้ฟังว่าหวิดๆ จะมีเรื่องตะลุมบอนกับคนจีนเจ้าถิ่นที่หน้าร้านอาหารจีนแห่งหนึ่ง ฟังแล้วก็แปลกใจเพราะปรกติก็แลดูเป็นคนใจเย็น ก็ไม่น่าจะมีเรื่องชกต่อยกับใครง่ายๆ โดยเฉพาะกับต้นเหตุจิ๊บจ๊อยประเภทเหม็นควันบุหรี่จนเขม่นกันอะไรอย่างนั้น

ฟังเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึงคำของคนเก่าๆ ที่เคยได้ยินตอนเด็กๆ

คือท่านว่าคนเราเวลา “ราหูเข้า” (อาจจะหมายถึงราหูเสวยอายุ ราหูย้ายราศีเข้าเรือนสำคัญ ราหูทำมุมสัมพันธ์ถึงจุดเจ้าชะตา หรืออื่นๆ แล้วแต่บริบท) นั้น มักเกิดอารมณ์ชั่ววูบ ไม่โลภก็โกรธ ไม่โกรธก็หลง เกิดจะหน้ามืดตามัวขึ้นมา พอเป็นอย่างนี้จึงมักติดสินใจผิดพลาด อะไรไม่ควรทำก็ดันทำซะอย่างนั้น เรียกว่าอารมณ์มันก็แปรแปรวนวิกลไป

อาการอย่างนี้ท่านว่านี่แหละคนดวงตก ที่เคยใจเย็นเกิดมาไม่เคยมีเรื่องก็กลายเป็นใจ อารมณ์เสีย กลายเป็นคนขี้หงุดหงิดขึ้นมา ก็จะมีเรื่องหัวแตกเลือดสาดกันตอนนี้ ส่วนไอ้ที่เคยเป็นฉลาดคิดอะไรรอบคอบก็พาลกลายเป็นคนโง่ไป จึงมักเสียหายกับเรื่องง่ายๆ หรือเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง

คนเก่าท่านก็ว่าเป็นฤิทธิ์เดชของราหูตัวมัวเมา ทำให้เหมือนมีเมฆดำเข้ามาบังฟูบังตา อะไรทำนองอย่างนั้น

คนแต่ก่อนพอเป็นอย่างนี้ส่วนมากท่านก็เรียกมารดน้ำมนต์ธรณีสารล้างซวย อย่างดีก็ไล่ไปสมาทานศีล 5 ศีล 8 ปรับจูนสภาพอารมณ์ สงบสติอารมณ์ลงบ้าง

มาสมัยนี้กลายเป็นไปไหว้ขอโน่นขอนี่พระราหูกันโครมๆ

แต่มาคิดๆดูก็สมกับเป็นเรื่องของราหูตัวมัวเมาดี

วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ความเชื่อบางอย่างในหมู่นักพยากรณ์

มีเรื่องนึงอยากเขียนถึงมานานแล้ว ที่จริงก็ไม่ค่อยเกี่ยวกับโหราศาสตร์โดยตรงเสียทีเดียว ดังนั้นใครไม่ชอบขอให้ข้ามๆไป

ก็คือความเชื่อบางอย่าง ที่มีกันมานานแล้วในหมู่นักพยากรณ์โดยเฉพาะคนที่ทำเป็นอาชีพ นั่นก็คือความเชื่อที่ว่า … “ถ้าไปดูดวงไขความทุกข์ให้กับคนอื่น ก็จะโดนเจ้ากรรมนายเวรของคนๆ นั้นตามมารังควานได้” 

ก็ทำนองว่าไปช่วยแก้เคราะห์กรรมให้คนอื่นเขาแล้วก็เลยทำให้เจ้ากรรมนายเวรไม่พอใจ เพราะตามทวงเวรกรรมจากตัวคู่กรรมของเขาไม่ได้ สุดท้ายก็เลยพาลมาลงกับตัวหมอดูแทนนี่แหละ สาระแนดีนัก หมอดูก็ซวยกันไป อะไรประมาณนั้น

ความเชื่ออย่างนี้ว่ากันตามตรงก็เป็นพิสูจน์ยาก แล้วแต่ใครจะเชื่อไปทางไหน มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เท่าที่สังเกตดูทั้งสองฝั่งก็มีมากพอกัน

คนที่เชื่ออย่างนี้ก็ยืนยันหนักแน่นว่าดูดวงช่วยเขาทีไรเป็นอันของเข้าตัว ลำบากตัวเองทุกที ส่วนคนที่ไม่เชื่อก็ยืนยันหนักแน่นเหมือนกันว่าดูดวงมาเป็นพันดวงก็ไม่เห็นเป็นอะไรสักที ชีวิตยังสุขสบายดีมีความสุขความเจริญได้ตามอัตภาพ

จะเชื่อใครดี?

ตอบแบบกำปั้นทุบดินก็คือ “จริงทั่งคู่”

หลักจิตวิทยาสำคัญข้อหนึ่งกล่าวว่า “ความเชื่อคือความจริงสำรับทุกคน” และที่สำคัญคือ “ทุกคนล้วนมีความเชื่อเป็นของตนเอง” สรุปคือใครเชื่ออย่างไรชีวิตก็ย่อมต้องไปตามนั้น และคุณกับผมไม่จำเป็นต้องเชื่อเหมือนกัน ดังนั้นความจริงสำหรับแต่ละบุคคลจึงอาจเป็นเรื่องที่แตกต่างกัน

ใครเชื่อว่าซวยก็ซวยไป ใครเชื่อว่าเฮงก็เฮงนั่นแหละ

เอากันง่ายๆ อย่างนี้เลย ไม่ต้องไปเสียเวลามาโต้เถียง พิสูจน์ หรอหาข้อยุติให้ยุ่งยาก

ดังนั้นตามหลักจิตวิทยาจึงไม่สนใจว่าใครจะเชื่อแบบใหน แต่จะสนใจตรงที่ว่า “เชื่อแล้วชีวิตได้อะไร?”

เชื่อว่าดูดวงแล้วของจะเข้าเจ้ากรรมนายเวรจะตามมาทวง หรือจะเชื่อว่าการดูดวงคือการบำเพ็ญกุศลเพราะได้ช่วยเหลือคน (ถ้าไม่คิดหลอกแดกคนอื่น) ยิ่งช่วยชีวิตจึงยิ่งเจริญ

เรื่องพวกนี้ไม่ต้องเสียเวลามาเถียงกัน เพราะใครเชื่ออย่างไรชีวิตย่อมเป็นจริงไปตามนั้น

แต่เชื่อแล้วยังไงต่อ สร้างสรรค์ต่อตนเองหรือไม่ อันนั้นแหละประเด็นที่แต่ละจะต้องถามตัวเอง


:) 


วันพฤหัสบดีที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2566

เรือนชะตาอาชีพ

 ในแง่ของเรือนชะตา เรือนชะตาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน โดยทั่วไปถือว่ามีอยู่ 2 เรือน คือเรือน 6 (อริ) กับเรือน 10 (กัมมะ)


เรือน 6 เป็นเรือนแห่งความยากลำบากในชีวิต คนเราขึ้นชื่อว่าทำงานประกอบเป็นอาชีพแล้ว ล้วนเจอปัญหาเจอความยากลำบากกันทุกคน มีใครสบายบ้าง?

ส่วนเรือน 10 เป็นเรือนแห่งเกียรติ ชื่อเสียง การได้รับการยอมรับจากสังคม ก็อย่างที่เขาว่านั่นแหละ คือคุณค่าของคนอยู่ผลของงาน

ทำงานอะไร ลำบากลำบนแค่ไหนจึงอาจบอกได้ด้วยเรือน 6 แต่จะสำเร็จอย่างไรรุ่งโรจน์มากแค่ไหน(หรือด้วยอะไร)อาจต้องไปดูที่เรือน 10

บางทีอาจรวมไปถึงเรือน 2 (กดุมพะ) ด้วยเพราะเป็นเรือนแห่งรายได้ รายรับ  ทรัพย์สินซึ่งเราเป็นผู้แสวงหามาเอง เพราะคนเราสมัยนี้ทำงานก็เพื่อเงิน เราอยู่ในโลกทุนนิยมต้องใช้รายรับเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิต ถ้าทำฟรีถึงจะทำแล้งรุ่งแค่ไหนคงไม่อาจเรียกว่าอาชีพได้

สรุปแล้วการทายว่าใครทำอาชีพอะไรไม่ใช่ของง่าย เพราะมีอะไรให้ต้องคอดเยอะไปหมด ยิ่งสมัยนี้อาชีพแปลกๆ เยอะก็ยิ่งทายยาก ทายเป็นแนวกว้างๆ ก็อาจพอไหวแต่ให้ทายเฉพาะเจาะจงคงลำบากเพราะบางอาชีพพูดไปจะหาคนรู้จักยังแทบจะไม่มี

ทำอาชีพอะไรจึงทายยาก แต่ควรจะไปทำอาชีพอะไรก็อาจจะทายกันง่ายกว่า

อาชีพที่กำลังทำอยู่นี้เหมาะแหล้วหรือไม่? หรือถ้าไม่พอใจจนอย่างจะเปลี่ยนก็ควรต้องเปลี่ยนไปทางไหน? ทายกันอะไรแบบนี้ดูเหมือนจะได้ประโยชน์กว่า


:) 


วันอังคารที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2566

ราหูเหนือใต้

เป็นเรื่องธรรมดา หากแต่ละสำนักจะกำหนดนิยามความหมายของแต่ละปัจจัยที่แตกต่างกันออกไปบ้าง (มองกันคนล่ะจุดบ้าง) เช่นจุดราหู (North Node) นี้ สำนักยูเรเนี่ยนให้ความหมายหลักเอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ ความเกี่ยวข้อง พันธะ หรือความรู้สึกผูกพัน ซึ่งเป็นความหมายกลายๆ ไม่ร้ายไม่ดี แต่แต่ว่าจะไปอยู่เรือนไหนหรือทำมุมสัมพันธ์กับปัจจัยอื่นๆ อะไรบ้าง

ในโหราศาสตร์ไทยนั้นโดยมากให้ความหมายของราหูไปในทางร้าย เช่นความลุ่มหลงมัวเมา โมหะจริต หรือจิตใจฝ่ายต่ำ อะไรทำนองอย่างนั้นเพราะอาจจะไปจับเทวะตำนานที่ว่าราหูเป็นอสูร โดยอาจารย์หลายท่านได้ให้ความเห็นว่าความจริงแล้ความหมายเหล่านี้ก็คือเรื่องของพันธะ หรือความรู้สึกผูกพัน เช่นกันเพียงแต่เป็นไปในลักษณะที่สุดโต่ง ไร้การควบคุม

ในวิชาโหราศาสตร์สากลบางสำนัก ให้นิยามจุดราหู (North Node) นี้ว่า “ความมุ่งมาดปรารถนาในชาตินี้” คือหมายความว่าใครเกิดแล้วใช้ชีวิตดิ้นรนเข้าไปหาสิ่งใดเรื่องอะไรก็ให้พิจารณากันที่จุดราหูนี้

เช่นราหูอยู่เรือน 2 ก็ดิ้นรนแสวงหาทรัพย์ หรือถ้าราหูอยู่เรือน 3 ก็ดิ้นรนแสวงหาการพบปะ(ยอมรับ)จากผู้คนรอบตัว อะไรทำนองอย่างนี้ นอกจากนี้ก็อาจจะพิจารณาต่อไปอีกว่าแล้วจุดราหูนี้ไปทำมุมสัมพันธ์กับดาวอะไรอีกบ้าง ก็แปลความเป็นคำพยากรณ์กันไปตามเหมาะสม

เมื่อพูดถึงราหูที่หมายถึงจุด North Node แล้วก็ควรกล่าวถึงจุดตรงข้ามของมันด้วย นั่นก็คือเกตุสากล (South Node) ซึ่งมักถูกกำหนดความหมายให้เป็นเรื่องของนามธรรมหรือเรื่องในอดีต เช่นในกรณีนี้เมื่อ ราหู (North Node) หมายถึง ความมุ่งมาดปรารถนาในชาตินี้ ดังนั้นเกตุสากล (South Node) จึงถูกกำหนดให้เป็นภาวะตรงข้าม คือหมายถึงประสบการณ์จากอดีตชาติอันทำให้เจ้าชะตารู้สึกเต็มอิ่ม เฉยชา หรือปล่อยวาง ต่อเรื่องนั้นๆ

สังเกตว่า ราหู (North Node) คือเรื่องอนาคต ส่วนเกตุสากล (South Node) คืออดีต ราหูคือความปรารถนา ในขณะที่เกตุสากลคือความเต็มอิ่มเสียจนรู้สึกว่าฉันพอต่อสิ่งเหล่านี้แล้วจึงไม่ปรารถนาต่อสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป เป็นภาวะซึ่งอยู่ตรงข้ามกัน

จะเห็นว่าใช้คำว่า “เกตุสากล” เพราะคือคนล่ะอย่างกับเกตุไทยที่ใช้ในวิชาโหราศาสตร์ไทย(ซึ่งมีผู้รู้ท่านสันนิษฐานว่าคือดาวหาง) ดังนั้นบางแห่งจึงตัดปัญหาเรียกเป็น ราหูเหนือ-ราหูใต้ แยกออกจากเกตุโดยเด็ดขาดเพื่อไม่ให้ต้องสับสนกันอีก

:) 


วันจันทร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

องคลาภ (Part of Fortune)

จุด "องคลาภ" (Part of Fortune) โดยทั่วไปก็มีอยู่ด้วยกัน 2 สูตรนะครับ คือ SU+AS-MO สำหรับคนเกิดกลางคืน และ AS+MO-SU สำหรับคนเกิดกลางวัน

สังเกตว่าใช้วัตถุดิบชุดเดียวกันแต่ต่างกันตรงที่วิธีการปรุงเท่านั้น

ความหมายโดยทั่วไปขององคลาภก็คือ "โชคช่วย" คือใครอยากรู้ว่าโชคดีของตัวเองอยู่ตรงใหน ทำอะไรแล้วจะมีโชคดีช่วยก็ให้พิจารนาในดวงชะตากำเนิดว่าจุดองคลาภนี้อยู่เรือนไหน มีดาวอะไรมาทำมุม ก็สามารถเอามาตีความหมายสร้างเป็นคำพยากรณ์ขึ้นมาได้

มีอาจารย์บางท่านเคยให้ความเห็นว่า จุดองคลาภนี้ที่จริงเป็นการรวมพลังกันของจุดเจ้าชะตาถึง 3 จุด ดังนั้นความหมายในทางมนุษย์นิยมขององคลาภก็คือความถนัด หรือพรสวรรค์ ของแต่ละคนนั่นเอง

ความถนัดอยู่ที่ไหน หากรู้จักเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ก็ย่อมก่อให้เกิดโชค หรือก็คือความสุขความเจริญ

:)

วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

ดวงโปรเกรส


คำว่า “โปรเกรส” (Progress) นั้นแปลกันตรงๆ ว่า ความคืบหน้า ความเจริญ หรือความก้าวหน้า ดังนั้น “ดวงโปรเกรส” ก็คือดวงชะตากำเนิดที่มีความคืบหน้า ก้าวหน้าไปตามอายุขัยของเจ้าชะตา

สรุปก็คือดวงกำเนิดนั่นแหละ แต่เอามาผ่านกรรมวิธีอะไรบางอย่างเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการพยากรณ์ โดยเฉพาะการพยากรณ์ตามอายุไข

ความจริงมันมีวิธีการโปรเกรสดวงได้หลายวิธีการ ดวงโค้งสุริยยาตร์ (Solar Arc) ที่นิยมใช้ในแวดวงนักโหราศาสตร์ยูเรเนี่ยนนั่นก็คือการโปรเกรสดวงแบบหนึ่ง (หมุนดวงกำเนิดไปประมาณ 1 องศาต่ออายุขัย 1 ปี)

ส่วนในแวดวงนักโหราศาสตร์สากลนั้น โดยมากจะใช้วิธีการโปรเกรสดวงแบบที่เรียกว่า Secondary Progressions

คำว่า Secondary นั้นแปลว่า “รอง” หรือ “สำรอง” หรือ “ตัวเลือกสำดับที่2” นั่นก็เพราะว่าก่อนหน้าที่จะมีการโปรเกรสดวงแบบนี้มันเคยวิธีการที่เรียกว่า Primary Progressions มาก่อน แต่เป็นวิธีการที่ยุ่งยากและนิยมกันว่าไม่ค่อยได้ผลเป็นที่น่าพึงพอใจนัก เลยมาจบลงที่การใช้ Secondary Progressions เป็นวิธีการหลักแทน ซึ่งก็ใช้กันจนมาถึงทุกวันนี้

หลักการโปรเกรสดวงแบบ Secondary Progressions นั้น อาศัยหลักการเทียบอายุขัย 1 ปีเท่ากับวันจร 1 วัน

คือใครมีอายุขัยปัจจุบันเท่าไหร่ ก็แปลงอายุเป็นวัน แล้วบวกเพิ่มเข้าไปในดวงกำเนิดก็จะได้ดวง Secondary Progressions ขึ้นมา

เช่นคนเกิดวันที่ 1 เมษายน 2520 ถ้าเขามีอายุ 15 ปีเต็ม ก็จะเอา 15 วัน(แปลงปีเป็นวัน)บวกเพิ่มเข้าไป ก็คือวันที่ 16 เมษายน 2520 ก็จะตำแหน่งดาวของวันที่ 16 เมษานี้แหละมาเป็นดวงชะตา Secondary Progressions โดยใช้สำหรับอ่านเรื่องราวในชีวิตของเจ้าชะตาเมื่อเขามีอายุขัย 15 ปี 

ในกรณีที่อายุขัยมีเศษเดือนวัน ก็จะต้องมีการคำนวณเพื่อทอนเวลาส่วนเกินนั้นเป็นชั่วโมงนาที ซึ่งค่อนข้างยุ่งยาก โดยมักจึงมักคำนวณ Secondary Progressions จากอายุเต็ม แต่พอมาถึงสมัยนี้ใช้โปรแกรมช่วยคำนวณดวงชะตา กระบวนการพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป 

สำหรับการอ่านดวง Secondary Progressions นั้นจะใช้วิธีการอ่านโดยเทียบกับดวงกำเนิด

แต่ดวงชะตาแบบ Secondary Progressions ก็ปัญหาอย่างหนึ่งซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของมัน นั่นก็คือบรรดาดาวเดินช้าต่างๆ จะขยับน้อยมากโดยเฉพาะในช่วงอายุน้อยๆ จะมีก็แต่ดาวเดินเร็วเท่านั้นที่ให้ผลความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

เช่นในภาพตัวอย่างนี้ เป็นดวงชะตาแบบจาน 360 องศา โดยวงด้านใน(สีฟ้า)เป็นดวงกำเนิด ในขณะที่วงด้านนอก(สีชมพู)เป็นดวง Secondary Progressions

จากภาพนี้เจ้าชะตาอายุขัย 22 ปี 11 เดือน โปรแกรมก็คำนวณวันจรสำหรับผูกเป็นดวง Secondary Progressions โดยเพิ่มเข้าไปอีก 23 วันกว่าๆ 

ก็จะเห็นว่ามีดาวย้ายตำแหน่งไม่มากนัก โดยมากมันเป็นดาวเดินเร็ว เช่นดวงจันทร์ ศุกร์ หรืออังคาร ส่วนดาวอื่นๆ โดยเฉพาะดาวเดินช้าทั้งหลาย(ตั้งแต่พฤหัสออกไป)จรเคลื่อนตำแหน่งไปน้อยมาก (ยิ่งดาวทรานเนปจูนนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย)

อะไรแบบนี้คงทำให้นักโหราศาสตร์รุ่นหลังๆ มารู้สึกอึดอัดใจได้พอสมควร เพราะไม่ค่อยสอดคล้องกับชีวิตคนสมัยใหม่ที่รอบเร็ว ไปเร็ว มาเร็ว ก็คงเป็นเหตุผลสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้สำนักยูเรเนี่ยนพัฒนาระบบโค้งสุริยยาตร์ (Solar Arc) เข้ามาแทนที่


:)